
หลังจากพาไปตามรอย คาเฟ่หมาในเมืองกรุง กันมาแล้วถึง 4 ภาค ไม่ว่าจะเป็นคาเฟ่คอร์กี้ ไซบีเรียนฮัสกี โกลเด้นรีทรีฟเวอร์ ปั๊ก ชิบะอินุ คาเฟ่สุนัขพันธุ์ใหญ่ ตลอดจน Dog Park และ Pet Community สำหรับเจ้าของที่ต้องการพาน้องหมาของตัวเองออกมาเที่ยว ภาค 5 นี้เราจะขยับไปอีกขั้นด้วยการพาไปรู้จัก 5 ร้านที่แสดงให้เห็นว่าคำว่า “คาเฟ่หมา” ในกรุงเทพฯ ปัจจุบันมีความหลากหลายมากเพียงใด
บางแห่งเป็น Pet Sanctuary ขนาดใหญ่ที่มีทั้งห้องเล่น สระว่ายน้ำ Grooming Daycare โรงแรมสัตว์เลี้ยง และร้านอาหารในพื้นที่เดียวกัน ขณะที่บางร้านเป็น Specialty Coffee ระดับจริงจังซึ่งเปิดพื้นที่ Outdoor ให้สุนัขมานั่งกับเจ้าของอย่างเป็นธรรมชาติ อีกแห่งเป็น Artisan Bakery ซึ่งกลายเป็นร้านโปรดของกลุ่มเจ้าของสุนัขจากการต้อนรับที่เป็นมิตร ส่วนอีกแห่งอยู่ริมสระว่ายน้ำของโรงแรมกลางย่านอารีย์ และมี “เมนูสำหรับสุนัข” จริง ๆ ให้สั่งพร้อมอาหารของเจ้าของ
ดังนั้น รายชื่อ คาเฟ่หมายอดนิยมในเมืองกรุง ภาคนี้จึงไม่ได้แข่งขันกันว่าร้านไหนมีสุนัขประจำมากที่สุด แต่เน้นตอบคำถามที่คนรักสุนัขยุคใหม่ค้นหามากขึ้นว่า “มีร้านไหนที่เราและน้องหมาสามารถใช้เวลาอยู่ด้วยกันได้อย่างสบายจริง ๆ”
ร้านแรกคือ Zucca – The Pet Sanctuary & Cafe ย่านพัฒนาการ 32 ซึ่งเป็นหนึ่งในสถานที่ที่รวมบริการสำหรับสัตว์เลี้ยงไว้ค่อนข้างครบ ทั้ง Dog Playroom, Cat Playroom, สระว่ายน้ำ Grooming, Spa, Daycare และ Boarding ขณะที่มนุษย์สามารถรับประทานอาหารไทย ตะวันตก ญี่ปุ่นฟิวชัน และอาหารสิงคโปร์ได้
ร้านที่สองคือ Karo Coffee Roasters สาขาปรีดี 26 ร้าน Specialty Coffee ที่ได้รับรางวัล Silver ในหมวด Best Dog-Friendly Café จาก Pup Cities Awards 2025 และยังเป็นสำนักงานใหญ่ดั้งเดิมของแบรนด์ Karo ซึ่งขึ้นชื่อเรื่องกาแฟ Single Origin เมล็ดไทย และอาหารเช้า–Brunch
ร้านที่สาม Nine Pastry ในสุขุมวิท 22 เป็น Bakery เล็ก ๆ ที่ได้รับรางวัล Bronze ในหมวดเดียวกัน จุดเด่นคือขนมปัง Sourdough ครัวซองต์ Babka เค้ก และขนมอบที่ทำสด พร้อมบรรยากาศ Neighborhood Bakery ซึ่งเจ้าของสุนัขสามารถแวะมาใช้เวลาสบาย ๆ ได้
จากนั้นไปที่ Baby Bar Bangkok ภายใน Craftsman Bangkok ย่านอารีย์ ร้านที่ทำหน้าที่ตั้งแต่ Café, Brunch Restaurant ไปจนถึง Bar ในช่วงค่ำ พร้อมพื้นที่ Poolside ซึ่งต้อนรับสุนัขและมี Dog Menu อย่างจริงจัง
สุดท้ายคือ Dog’s Paw Cafe ย่านตลิ่งชัน คาเฟ่ที่เชื่อมกับพื้นที่ดูแลสุนัขครบวงจร มีสนามเล่น สระว่ายน้ำ Grooming Spa และรับฝากสัตว์ เหมาะสำหรับเจ้าของที่อยากนั่งพักในคาเฟ่ระหว่างให้น้องหมาเล่นหรือรับบริการ
บทความนี้จะพาไปเจาะรายละเอียดทีละร้าน ตั้งแต่ความเป็นมา รูปแบบพื้นที่ บรรยากาศ เมนูยอดนิยมพร้อมราคา จุดเด่นสำหรับสุนัข วิธีเข้าใช้บริการ ตลอดจนการเดินทางด้วยรถไฟฟ้า รถโดยสารสาธารณะ และรถยนต์ส่วนตัว เพื่อให้ผู้อ่านสามารถใช้เป็นคู่มือวางแผนเที่ยว คาเฟ่หมาในเมืองกรุง ได้จริง

อันดับที่ 1 Zucca – The Pet Sanctuary & Cafe อาณาจักร Pet Friendly ครบวงจรย่านพัฒนาการ
Zucca – The Pet Sanctuary & Cafe เป็นหนึ่งในร้านที่เหมาะสำหรับเปิดภาค 5 เพราะสถานที่แห่งนี้ทำให้ความหมายของ คาเฟ่หมาในเมืองกรุง กว้างกว่าร้านกาแฟทั่วไปอย่างชัดเจน จุดเด่นไม่ได้อยู่เพียงการอนุญาตให้นำสัตว์เลี้ยงมา แต่สร้างพื้นที่ให้ทั้งคนและสัตว์สามารถใช้บริการได้หลายรูปแบบภายในสถานที่เดียว
ร้านตั้งอยู่ที่ Eco Park เลขที่ 181 ซอยพัฒนาการ 32 เขตสวนหลวง กรุงเทพมหานคร ปัจจุบันข้อมูลบน Wongnai ยังระบุร้านในสถานะ Official และเจ้าของร้านอธิบายแนวคิดว่าเป็น Pet-Friendly Cafe ที่มี Pet Playroom และบริการสำหรับคนรักสัตว์ ขณะที่ข้อมูล TripAdvisor ซึ่งยังได้รับการตอบกลับจากร้านในเดือนมีนาคม 2026 ระบุทั้ง Dog Playroom, Cat Playroom, สระว่ายน้ำ Grooming, Spa, Daycare และ Boarding พร้อมร้านอาหารที่เสิร์ฟอาหารไทย ตะวันตก เอเชีย และอาหารสิงคโปร์
H3: ความเป็นมาและแนวคิดของ Zucca
สิ่งที่ทำให้ Zucca แตกต่างคือการไม่ได้สร้างคาเฟ่แล้วเพิ่มโซนสุนัขเป็นส่วนเสริม แต่พัฒนาในแนวทาง “Pet Sanctuary” หรือพื้นที่ซึ่งเจ้าของสามารถนำสัตว์มาใช้บริการหลายประเภทระหว่างที่ตัวเองนั่งรับประทานอาหาร
แนวคิดเช่นนี้เหมาะกับชีวิตคนเมืองมาก เพราะหนึ่งในปัญหาของเจ้าของสัตว์ในกรุงเทพฯ คือกิจกรรมหลายอย่างมักอยู่แยกสถานที่ เช่น หากต้องการพาน้องหมาว่ายน้ำ อาจต้องเดินทางไปอีกแห่ง จากนั้นพาไป Grooming อีกแห่ง และเจ้าของอาจต้องหาคาเฟ่รออยู่ใกล้ ๆ แต่ที่ Zucca สามารถรวมกิจกรรมเหล่านี้ไว้ได้ในทริปเดียว
ขณะเดียวกัน คนที่ไม่มีสัตว์เลี้ยงแต่ชอบสุนัขและแมวก็สามารถเข้าใช้ Pet Playroom เพื่อพบสัตว์ประจำพื้นที่ตามกติกาของร้านได้ จึงเกิดการผสมกันระหว่าง Animal Cafe และ Pet Service Center
นอกจากนี้ จากเมนูปัจจุบันของร้านยังเห็นความตั้งใจให้ Zucca เป็นร้านอาหารจริงจัง เพราะหมวดอาหารไม่ได้มีเพียงเค้กหรือกาแฟ แต่มี Singapore Dishes, Japanese Fusion, Thai Classics, All Day Breakfast, Western Delights รวมถึงหมวด DOGMAKASE และ DOG DINING สำหรับสัตว์เลี้ยงโดยเฉพาะ
รายละเอียดพื้นที่และภาพบรรยากาศ
ภาพรวมของ Zucca ให้ความรู้สึกเหมือน Community สำหรับครอบครัวที่มีสัตว์เลี้ยงมากกว่าคาเฟ่เล็ก ๆ ร้านมีพื้นที่กว้างและมีที่จอดรถ เหมาะกับการเดินทางเป็นครอบครัวหรือพาน้องหมามาด้วยรถส่วนตัว
โซนอาหารแยกจากพื้นที่เล่นสัตว์ ช่วยให้ผู้ใช้บริการสามารถรับประทานอาหารได้สะดวก ขณะที่ Dog Playroom และ Cat Playroom มีการดูแลเป็นสัดส่วน รีวิวหลายรายการกล่าวถึงความสะอาด พนักงานดูแลสัตว์ และระบบพื้นที่ที่ทำให้เจ้าของสามารถพักระหว่างน้องหมาใช้บริการได้
สำหรับสายถ่ายภาพ บรรยากาศร้านเหมาะกับภาพแนว Lifestyle มากกว่าภาพ Dog Cafe แบบฝูงสุนัขจำนวนมาก เนื่องจากสามารถถ่ายทั้งอาหาร เครื่องดื่ม พื้นที่สีเขียว และกิจกรรมของสัตว์ได้ในครั้งเดียว
หากพาน้องหมาของตัวเองมา ควรเตรียมสายจูงไว้ตลอดช่วงเดินผ่านพื้นที่ส่วนกลาง และสอบถามพนักงานว่าบริเวณใดสามารถปล่อยสายได้ ไม่ควรปล่อยน้องเข้าหาสุนัขตัวอื่นทันที แม้สถานที่จะเป็น Pet Friendly เพราะสัตว์แต่ละตัวมีบุคลิกและระดับการเข้าสังคมไม่เหมือนกัน
เมนูยอดนิยมพร้อมราคาของ Zucca
ข้อดีมากของ Zucca คือมีเมนูและราคาบางส่วนที่ตรวจสอบได้จากช่องทางร้านและแพลตฟอร์มร้านอาหาร ไม่จำเป็นต้องใช้เพียงการประมาณการ
เมนูกาแฟที่แสดงบน Wongnai ปัจจุบัน ได้แก่
- Ice Americano 90 บาท
- Ice Espresso 90 บาท
- Ice Cappuccino 100 บาท
- Ice Latte 100 บาท
- Ice Mocha 100 บาท
ส่วนอาหารที่ปรากฏในเมนูของร้าน ได้แก่
- Caesar Salad 180 บาท
- Roasted Sesame Salad 180 บาท
- Prawn Roll 200 บาท
- Kurobuta Pork Chop 300 บาท
- Salmon Steak 350 บาท
- Lobster Roll 680 บาท
เมนูจึงมีช่วงราคากว้าง ตั้งแต่กาแฟหลักสิบปลาย ๆ ไปจนถึงอาหารพรีเมียมหลายร้อยบาท สามารถเลือกได้ตามงบประมาณ
นอกจากนี้ การมีหมวด Dog Dining ทำให้เจ้าของสามารถวางแผนมื้ออาหารร่วมกับน้องหมาได้ง่ายกว่า Pet-Friendly Cafe ที่ไม่มีอาหารสำหรับสัตว์โดยเฉพาะ อย่างไรก็ตาม ควรแจ้งพนักงานเกี่ยวกับอาการแพ้อาหารหรือโรคประจำตัวของสุนัขก่อนสั่ง
ขั้นตอนเข้าใช้บริการ Zucca
เริ่มจากตรวจสอบเวลาเปิดและบริการที่ต้องการก่อนเดินทาง หากต้องการเฉพาะคาเฟ่สามารถเข้าใช้พื้นที่อาหารตามปกติ แต่หากต้องการ Dog Playroom, Swimming Pool, Grooming, Daycare หรือ Boarding ควรสอบถามและจองก่อน
เมื่อถึงร้าน ควรเช็กอินและแจ้งว่าพาน้องหมาส่วนตัวมาด้วย หากร้านต้องการข้อมูลวัคซีนควรเตรียมสมุดหรือข้อมูลดิจิทัลไว้
สำหรับ Pet Playroom ควรปฏิบัติตามจำนวนคนและเวลาที่ร้านกำหนด ไม่รบกวนสัตว์ที่กำลังพัก และล้างมือก่อน–หลังเข้าโซนสัตว์
ข้อมูลร้านอาหารล่าสุดบน TripAdvisor แสดงเวลาเปิดวันอังคาร–อาทิตย์ประมาณ 11.00–19.00 น. และปิดวันจันทร์ แต่รีวิวก่อนหน้าบางช่วงเคยระบุเวลาต่างออกไป ดังนั้น การตรวจสอบกับร้านโดยตรงในวันเดินทางถือว่าสำคัญที่สุด
เดินทางด้วยรถโดยสารสาธารณะ
สำหรับผู้ใช้ Airport Rail Link สามารถลงสถานีหัวหมาก แล้วต่อแท็กซี่หรือรถผ่านแอปพลิเคชันเข้าสู่ซอยพัฒนาการ 32
อีกทางเลือกหนึ่งคือใช้ MRT สายสีเหลืองลงสถานีใกล้แนวพัฒนาการ–ศรีนครินทร์ แล้วต่อรถช่วงสุดท้าย เส้นทางที่เร็วที่สุดอาจต่างกันตามต้นทางและสภาพจราจร
หากใช้รถประจำทาง ควรเลือกสายที่วิ่งบนถนนพัฒนาการ แล้วลงใกล้ซอยพัฒนาการ 32 จากนั้นต่อรถจักรยานยนต์รับจ้างเข้าซอย
เดินทางด้วยรถยนต์ส่วนตัว
สามารถเข้าถนนพัฒนาการจากถนนเพชรบุรี ถนนสุขุมวิท 71 หรือศรีนครินทร์ จากนั้นเลี้ยวเข้าพัฒนาการ 32 และตั้งระบบนำทางไป Eco Park
ร้านมีข้อมูลเรื่องที่จอดรถ เหมาะกับเจ้าของที่พาน้องหมามาพร้อมอุปกรณ์หลายอย่าง เช่น รถเข็น กระเป๋า ชามน้ำ และของใช้สำหรับว่ายน้ำหรือ Grooming

อันดับที่ 2 Karo Coffee Roasters ปรีดี 26 Specialty Coffee ระดับจริงจังที่ต้อนรับน้องหมา
หาก Zucca คือ คาเฟ่หมาในเมืองกรุง ที่โดดเด่นด้าน Pet Services แล้ว Karo Coffee Roasters คืออีกขั้วหนึ่ง เพราะร้านนี้มี “กาแฟ” เป็นพระเอกอย่างชัดเจน ก่อนจะกลายเป็นหนึ่งในร้านโปรดของเจ้าของสุนัขด้วยบรรยากาศที่เป็นมิตรและพื้นที่ Outdoor
Karo Coffee Roasters สาขาปรีดีตั้งอยู่ที่ 52 ซอยปรีดี พนมยงค์ 26 แขวงพระโขนงเหนือ เขตวัฒนา เป็นบ้านดั้งเดิมของแบรนด์และเป็นฐานสำคัญด้านการคั่วกาแฟ ปัจจุบันแบรนด์ขยายไปยังหลายทำเลในกรุงเทพฯ แต่สาขาปรีดียังคงมีเอกลักษณ์ในฐานะ Headquarters ของเรื่องราว Karo
ความเป็นมาของ Karo Coffee Roasters
Pup Cities ระบุว่า Karo ก่อตั้งโดย Karo Iyash บาริสต้าที่เกิดในศรีลังกา ผู้มีความสนใจทั้งด้านกาแฟและ Community ก่อนที่แบรนด์จะขยายจากปรีดีไปยังทองหล่อ สุรศักดิ์ อุดมสุข และอารีย์
จุดแข็งคือร้านไม่ได้เป็นเพียง Coffee Shop แต่ทำหน้าที่เป็น Roastery มีการคัดเลือก Microlot จากหลายประเทศ รวมถึงเมล็ดไทยจากดอยสะเก็ด และหมุนเวียน Single Origin ตามฤดูกาล
ความจริงจังด้านกาแฟนี้ทำให้ร้านได้รับการพูดถึงในกลุ่ม Specialty Coffee มายาวนาน ขณะเดียวกัน ความเป็นมิตรกับสุนัขก็ค่อย ๆ กลายเป็นอีกหนึ่งตัวตนที่ชัดเจน จน Karo ได้รับ Silver Medal ในหมวด Best Café จาก Pup Cities Awards 2025 ซึ่งประกาศผลและอัปเดตเมื่อ 31 มีนาคม 2026
กล่าวได้ว่า Karo เหมาะกับเจ้าของสุนัขที่ไม่ต้องการลดมาตรฐานกาแฟเพื่อแลกกับร้าน Pet Friendly เพราะสามารถได้ทั้งสองอย่างพร้อมกัน
ภาพบรรยากาศ Karo ปรีดี
ร้านมีลักษณะ Loft และ Neighborhood Cafe ผนังคอนกรีต โต๊ะเรียบง่าย บรรยากาศไม่เป็นทางการ พื้นที่ Outdoor ตามแนวซอยเป็นจุดที่เหมาะกับผู้มาใช้บริการพร้อมสุนัข
ซอยปรีดี 26 มีความเป็นย่านพักอาศัยมากกว่าถนนการค้าหนาแน่น จึงสามารถพาน้องหมาเดินเล่นช่วงเช้าหรือบ่ายแก่ ๆ ก่อนนั่งร้านได้ โดยควรหลีกเลี่ยงช่วงพื้นร้อนจัดในตอนกลางวัน
สิ่งที่น่าสนใจอีกอย่างคือร้านมี Gelato สำหรับสุนัขตามข้อมูล Pup Cities ทำให้การพาน้องหมามาคาเฟ่ไม่ได้มีเพียงชามน้ำ แต่มีของกินที่ออกแบบให้สัตว์ร่วมประสบการณ์ได้ด้วย
สำหรับคนถ่ายภาพ แนะนำมาช่วงเช้า เพราะแสงนุ่มและร้านยังไม่แน่นมาก สามารถถ่ายทั้งกาแฟ เบเกอรี และภาพสุนัขบริเวณ Outdoor ได้ง่าย
เมนูยอดนิยมและราคา Karo Coffee Roasters
เมนูปัจจุบันของ Karo ปรีดีมีราคาที่ตรวจสอบได้ค่อนข้างละเอียด ตัวอย่าง ได้แก่
- Espresso 120 บาท
- Hot Black 120 บาท
- Iced Black 120 บาท
- Cortado 135 บาท
- Flat White 140 บาท
- Latte 140 บาท
- Cappuccino 140 บาท
- Dirty Coffee 160 บาท
- Dirty Mocha 160 บาท
- Sundown 160 บาท
- White Tiger 185 บาท
เมนูอาหารและขนมมีความน่าสนใจไม่แพ้กัน เช่น
- Caesar Salad 170 บาท
- Egg Sandwich 220 บาท
- 4-Cheese Sandwich 220 บาท
- Spicy Tuna Sandwich 220 บาท
- KARO Butter Chicken Sourdough 240 บาท
- Picanha Sandwich 380 บาท
- Protein Breakfast 400 บาท
- Big Karo Breakfast 400 บาท
- Black Coconut Burnt Cheesecake 220 บาท
- Cinnamon Apple Cake 180 บาท
- Matcha Cookie 140 บาท
ผู้ที่ตั้งใจมากิน Brunch สามารถเตรียมงบประมาณประมาณ 350–600 บาทต่อคน สำหรับอาหารหนึ่งจานและเครื่องดื่มหนึ่งแก้ว ขณะที่การมาดื่มกาแฟอย่างเดียวใช้เพียงประมาณ 120–200 บาท
วิธีเข้าใช้บริการเมื่อพาน้องหมามา
Karo ไม่ใช่ Dog Park ดังนั้น สุนัขควรอยู่กับเจ้าของและควบคุมด้วยสายจูง โดยพื้นที่ Outdoor เป็นตัวเลือกหลักสำหรับลูกค้าที่พาสัตว์มา
เจ้าของควรเตรียมชามน้ำแบบพกพา ถุงเก็บมูล และผ้ารองนั่งของน้องเอง หากร้านคนแน่น ไม่ควรปล่อยสายจูงยาวจนขวางทางเดิน
หากสุนัขไม่คุ้นกับร้านอาหาร แนะนำเลือกช่วงเช้าซึ่งเงียบกว่าและนั่งโต๊ะด้านนอกที่มีพื้นที่ให้สัตว์นอนได้สะดวก
เดินทางด้วยรถไฟฟ้าและรถสาธารณะ
ใช้ BTS ลงสถานีพระโขนง จากนั้นต่อรถจักรยานยนต์รับจ้าง แท็กซี่ หรือรถผ่านแอปพลิเคชันไปยังปรีดี พนมยงค์ 26
อีกทางเลือกคือ BTS อ่อนนุชหรือเอกมัย ขึ้นอยู่กับเส้นทางต้นทาง แต่พระโขนงมักเป็นจุดเริ่มต้นที่เข้าใจง่ายที่สุด
เดินทางด้วยรถยนต์ส่วนตัว
จากสุขุมวิทให้เข้าสุขุมวิท 71 หรือถนนปรีดี พนมยงค์ แล้วเลี้ยวเข้าสู่ซอย 26
ข้อมูลปัจจุบันระบุว่ามี Street Parking ในบริเวณใกล้ร้าน แต่พื้นที่อาจมีจำกัด ดังนั้น วันเสาร์–อาทิตย์ควรมาช่วงเช้าจะหาที่จอดง่ายกว่า

อันดับที่ 3 Nine Pastry คาเฟ่เบเกอรีเล็ก ๆ ที่ครองใจทั้งสายขนมและเจ้าของสุนัข
สำหรับผู้ที่มองหา คาเฟ่หมายอดนิยมในเมืองกรุง ซึ่งไม่จำเป็นต้องมีสนามใหญ่หรือสระน้ำ Nine Pastry เป็นตัวอย่างที่น่าสนใจมาก เพราะร้านพิสูจน์ว่าการเป็น Dog-Friendly Cafe ที่ดีไม่จำเป็นต้องสร้างสิ่งอำนวยความสะดวกขนาดใหญ่เสมอไป เพียงมีพื้นที่ที่เหมาะสม การต้อนรับจริงใจ และอาหารที่ทำให้ลูกค้าอยากกลับมา ก็สามารถสร้าง Community ได้เช่นกัน
Nine Pastry ตั้งอยู่เลขที่ 615 ถนนสุขุมวิท ซอย 22 แขวงคลองตัน เขตคลองเตย เป็น Artisan Bakery ที่เน้น Sourdough ขนมปัง และ Pastry อบสด
ความเป็นมาของ Nine Pastry
ข้อมูลของร้านระบุว่า Nine Pastry สร้างขึ้นจากฝีมือของ Chef Nir Netzer ซึ่งพัฒนาทักษะด้านขนมและอาหารในระดับมืออาชีพ ก่อนนำประสบการณ์มาสร้าง Bakery ที่เน้นขนมอบสดทุกวัน
จาก Bakery ที่สร้างฐานลูกค้าด้วยคุณภาพของขนม Nine Pastry ค่อย ๆ กลายเป็นจุดหมายของเจ้าของสุนัขในย่านพร้อมพงษ์–สุขุมวิท 22 เพราะร้านต้อนรับสัตว์อย่างเป็นธรรมชาติ
ใน Pup Cities Awards 2025 ร้านได้รับ Bronze Medal ในหมวด Best Dog-Friendly Café โดยเหตุผลสำคัญคือบรรยากาศแบบ Café-meets-Bakery ความอบอุ่น และท่าทีต้อนรับสุนัขของทีมงาน
ร้านจึงมีตัวตนที่ต่างจาก Dog Cafe หลายแห่ง คือแม้ไม่มีสุนัขประจำหลายสิบตัว แต่เป็น “ร้านของคนรักสุนัข” ได้จากวัฒนธรรมการบริการและบรรยากาศ
ภาพบรรยากาศ Nine Pastry
ร้านมีความเป็น Neighborhood Bakery ขนาดไม่ใหญ่มาก จุดเด่นคือเคาน์เตอร์ขนมอบ กลิ่นขนมปังสด และบรรยากาศเป็นกันเอง
การพาน้องหมามาร้านลักษณะนี้เหมาะกับสุนัขที่สามารถนั่งสงบข้างโต๊ะ ไม่จำเป็นต้องใช้พลังงานมาก ร้านไม่ได้เป็นสนามวิ่ง จึงควรพาน้องเดินเล่นหรือเข้าห้องน้ำให้เรียบร้อยก่อนเข้าใช้บริการ
ช่วงเช้าเป็นเวลาที่เหมาะที่สุด เพราะขนมยังมีตัวเลือกมาก และสภาพอากาศด้านนอกยังไม่ร้อนเกินไป โดยเฉพาะหากต้องนั่งในพื้นที่ที่รองรับสัตว์
สำหรับสาย Content การวางครัวซองต์หรือ Lemon Tart คู่กับกาแฟและให้น้องหมานั่งข้างโต๊ะจะได้ภาพที่สะท้อนเอกลักษณ์ของร้านมากกว่าการพยายามจัดฉากแบบ Dog Cafe
เมนูยอดนิยมพร้อมราคาของ Nine Pastry
เมนูของร้านมีราคาเผยแพร่ค่อนข้างชัดเจน ตัวอย่าง ได้แก่
- Quiche Pumpkin & Feta Cheese ขนาดเล็ก 170 บาท
- Quiche Spinach & Cheese ขนาดเล็ก 170 บาท
- Cinnamon Babka ขนาดเล็ก 200 บาท
- Chocolate Babka ขนาดเล็ก 200 บาท
- Carrot Cake ประมาณ 100–130 บาทต่อชิ้นตามรายการที่เผยแพร่
- Lemon Tart ขนาดเล็ก 180 บาท
- Banana Cake 130 บาท
- Lemon Citrus Cake 130 บาท
- Chocolate Chip Cookie 45 บาท
- Chocolate Fudge & Sea Salt Cookie 45 บาท
- Tahini & Almond Cookie 45 บาท
- Honey & Oat Cookie 45 บาท
Time Out ยังแนะนำ Lemon Tart และพูดถึงตัวเลือก Vegan เช่น Carrot Cake และ Tahini Cookies ด้วย
ราคาเฉลี่ยของร้านจึงเป็นมิตรกับคนที่ต้องการนั่งเบเกอรีมากกว่ามื้อใหญ่ งบประมาณประมาณ 150–400 บาทต่อคนสามารถเลือกขนมสองรายการหรือจับคู่กับเครื่องดื่มได้
เวลาเปิดและการเข้าใช้บริการ
เว็บไซต์ของร้านระบุเวลาโดยทั่วไป 08.00–17.00 น. ส่วน LINE Official แสดงช่วงราคาโดยรวมประมาณ 101–250 บาท และยังมีข้อมูลการสั่งซื้อในปัจจุบัน ขณะที่แหล่งข้อมูลบางรายการระบุปิดวันพุธ ดังนั้น ก่อนเดินทางควรตรวจสอบวันเปิดล่าสุดจากช่องทางร้านอีกครั้ง
หากพาสุนัขมา ควรใช้สายจูงและเลือกตำแหน่งที่ไม่กีดขวางทางเดิน ไม่ปล่อยให้น้องเข้าหาเคาน์เตอร์อาหาร และไม่ควรให้อาหารขนมของคนแก่สัตว์ โดยเฉพาะ Chocolate Pastry หรือขนมที่มีน้ำตาลสูง
เดินทางด้วยรถไฟฟ้า
ใช้ BTS สายสุขุมวิทลงสถานีพร้อมพงษ์ จากนั้นต่อแท็กซี่ รถจักรยานยนต์รับจ้าง หรือเดินเข้าสุขุมวิท 22 ตามสภาพอากาศ
อีกทางเลือกคือ MRT ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์แล้วต่อรถเข้าสู่สุขุมวิท 22 ซึ่งอาจเหมาะกับผู้ที่มาจากพระราม 4
เดินทางด้วยรถยนต์ส่วนตัว
เข้าสุขุมวิท 22 จากถนนสุขุมวิทหรือพระราม 4 แล้วตั้งระบบนำทางไปเลขที่ 615
ซอยสุขุมวิท 22 มีโรงแรม ร้านอาหาร และที่พักจำนวนมาก พื้นที่จอดรถริมทางจึงไม่แน่นอน หากร้านไม่มีที่ว่างควรใช้ลานจอดรถเอกชนหรืออาคารใกล้เคียงแทนการจอดกีดขวางการจราจร

อันดับที่ 4 Baby Bar Bangkok คาเฟ่–Brunch ริมสระย่านอารีย์ที่มีเมนูสำหรับน้องหมา
Baby Bar Bangkok เป็นหนึ่งในร้านที่สะท้อนทิศทางใหม่ของ คาเฟ่หมาในเมืองกรุง ได้อย่างชัดเจน เพราะนี่ไม่ใช่ร้านที่สร้างขึ้นเฉพาะสำหรับสัตว์ แต่เป็น All-Day Dining, Café และ Bar ภายในโรงแรมที่นำแนวคิด Dog Friendly มาเป็นส่วนหนึ่งของประสบการณ์จริง
ร้านตั้งอยู่ภายใน Craftsman Bangkok บริเวณพหลโยธิน 11 ย่านอารีย์ และมีพื้นที่ Poolside Outdoor เป็นหัวใจหลักสำหรับผู้ใช้บริการที่พาสุนัขมา
ข้อมูลซึ่งอัปเดตเมื่อวันที่ 24 เมษายน 2026 ระบุว่า Baby Bar เปิดบริการตั้งแต่เช้าจนกลางคืน และมีอาหารสำหรับสุนัขโดยเฉพาะ รวมถึงสิ่งอำนวยความสะดวกอย่างพัดลมและน้ำเย็นในโซน Outdoor
ความเป็นมาและคอนเซปต์ Baby Bar
Baby Bar เป็นส่วนหนึ่งของ Craftsman Bangkok และออกแบบคอนเซปต์ให้มีกลิ่นอายยุค 90s ทั้งชื่อ อาหาร และบรรยากาศ
ช่วงเช้าทำงานในลักษณะ Café และ Breakfast ต่อด้วย Brunch ช่วงกลางวัน จากนั้นเวลา 15.00 น. เป็นต้นไปจะเปลี่ยน Mood เป็นร้านอาหารค่ำและ Bar
จึงเป็นร้านที่เหมาะกับเจ้าของสุนัขหลายไลฟ์สไตล์ หากอยากมาถ่ายภาพกับน้องช่วงสายก็เลือก Brunch แต่หากไม่อยากพาสุนัขเจอแดด สามารถมาช่วงเย็นซึ่งอากาศริมสระสบายกว่า
Pup Cities ระบุว่าพื้นที่ Dog Friendly จริง ๆ อยู่บริเวณ Outdoor Poolside ซึ่งมีพื้นที่ให้สุนัขนั่งข้างเจ้าของโดยไม่รู้สึกแออัด และมี Dog Menu จำหน่าย
ภาพบรรยากาศ Baby Bar Bangkok
ภาพจำของร้านคือโต๊ะริมสระว่ายน้ำของโรงแรม พื้นที่สีเขียว และบรรยากาศสบาย ๆ ของอารีย์ ช่วงกลางวันให้ Mood แบบ Brunch ส่วนช่วงเย็นมีแสงไฟและความรู้สึกคล้าย Bar กลางสวน
หากพาสุนัขมาด้วย ช่วงประมาณ 16.30 น. เป็นต้นไปเหมาะมาก เพราะอุณหภูมิลดลง แต่ยังมีแสงธรรมชาติสำหรับถ่ายภาพ
สุนัขต้องใช้สายจูงและอยู่กับเจ้าของ ไม่ควรปล่อยเข้าใกล้สระโดยไม่มีการควบคุม รวมถึงควรสอบถามพนักงานว่าสามารถให้น้องอยู่บริเวณใดได้บ้าง
ร้านนี้เหมาะกับการนัดเพื่อนที่บางคนมีสุนัข บางคนไม่มี เพราะประสบการณ์อาหารและเครื่องดื่มยังสมบูรณ์แม้ไม่มีสัตว์เลี้ยง
เมนูยอดนิยมของ Baby Bar พร้อมราคา
เมนูปัจจุบันของ Baby Bar มีรายละเอียดมาก และมีราคาที่ตรวจสอบได้ ตัวอย่าง Brunch ได้แก่
- Honey Ricotta Dip 290 บาท
- Avocado Toast 370 บาท
- Smoked Salmon Potato Rosti 290 บาท
- Fried Avocado 220 บาท
- Big Boy Breakfast 450 บาท
- Caesar Soft Shell Crab Salad 290 บาท
- Miso Chicken Salad 270 บาท
- Salmon Poke 320 บาท
- Spaghetti Pesto Salmon/Prawn 330 บาท
- House-made Greek Yogurt Bowl 350 บาท
- Acai Bowl 350 บาท
ของหวานและเครื่องดื่ม Signature ได้แก่
- Thai Tea Pudding Coconut Mousse 190 บาท
- Churros Dipping Duo 230 บาท
- Basque Cheesecake 190 บาท
- Yuzu Coffee Jelly 145 บาท
- Craftsman Cup 145 บาท
- Thong Muan Latte 145 บาท
ส่วนเมนู Dinner มี เช่น
- Truffle Fries 190 บาท
- Baby Fried Squid Ring 190 บาท
- Som-O Kani Miso Roll 280 บาท
- Pomelo & Scallop Salad 450 บาท
แล้วน้องหมากินอะไรได้บ้าง
นี่เป็นส่วนที่ทำให้ Baby Bar แตกต่างจากร้าน Pet Friendly ทั่วไป ข้อมูลอัปเดตปี 2026 ระบุว่า Dog Menu มี Meatballs ซึ่งสามารถเสิร์ฟคู่กับ Yogurt หรือทำเป็น Spaghetti สำหรับสุนัข รวมถึง Dog Ice Cream จำนวน 4 รส
ก่อนสั่งควรแจ้งพนักงานหากสุนัขแพ้โปรตีนหรือส่วนประกอบบางชนิด และไม่ควรให้อาหารของคนบนโต๊ะเสริม เพราะอาหารมนุษย์อาจมีเกลือ กระเทียม หัวหอม หรือเครื่องปรุงที่ไม่เหมาะกับสัตว์
เวลาเปิด Baby Bar
เว็บไซต์ร้านระบุ
- Breakfast 07.00–10.30 น.
- Brunch 08.00–15.00 น.
- Dinner 15.00–23.00 น.
ข้อมูล Pup Cities ระบุเปิดทุกวัน 07.00–23.00 น. Last Order 22.00 น. และ Café ประมาณ 07.00–20.00 น.
เดินทางด้วยรถไฟฟ้าและรถสาธารณะ
ใช้ BTS ลงสถานีอารีย์ จากนั้นต่อรถจักรยานยนต์รับจ้าง แท็กซี่ MuvMi หรือรถรับจ้างผ่านแอปพลิเคชันเข้าสู่พหลโยธิน 11
ร้านอยู่ภายใน Craftsman Bangkok ปักหมุดชื่อโรงแรมจะเข้าใจง่ายกว่าบอกเฉพาะชื่อ Baby Bar
เดินทางด้วยรถยนต์ส่วนตัว
ใช้ถนนพหลโยธินแล้วเลี้ยวเข้าสู่ซอยพหลโยธิน 11 มีที่จอดรถของโรงแรมแต่จำนวนจำกัด จึงควรจองโต๊ะและสอบถามที่จอดในช่วงเย็นหรือวันหยุด

อันดับที่ 5 Dog’s Paw Cafe คาเฟ่และพื้นที่ดูแลน้องหมาครบวงจรย่านตลิ่งชัน
ปิดท้ายภาค 5 ด้วย Dog’s Paw Cafe ร้านฝั่งธนที่เหมาะกับเจ้าของซึ่งไม่ได้ต้องการแค่นั่งกินกาแฟ แต่ต้องการพื้นที่ให้น้องหมาออกกำลังกาย ว่ายน้ำ หรือใช้บริการ Grooming ไปพร้อมกัน
ร้านตั้งอยู่บนถนนบรมราชชนนี เขตตลิ่งชัน และยังมีข้อมูลการใช้งานและรีวิวเกี่ยวกับพื้นที่ในช่วงปลายปี 2025 พร้อมข้อมูล Real-time บนแพลตฟอร์มท่องเที่ยวในเดือนกรกฎาคม 2026 จึงเป็นอีกพิกัดที่น่าสนใจสำหรับบทความ คาเฟ่หมาในเมืองกรุง ภาคต่อ
ความเป็นมาและแนวคิดของ Dog’s Paw
Dog’s Paw ไม่ใช่ Dog Cafe แบบที่ร้านมีสุนัขหลายสิบตัวออกมาเป็นรอบ แต่มีลักษณะเป็น Pet-Friendly Cafe และศูนย์กิจกรรมสำหรับเจ้าของที่พาสุนัขของตัวเองมา
รีวิวจากผู้ใช้บริการระบุว่ามีทั้ง Grooming, Spa, รับฝากสัตว์เป็นรายชั่วโมงหรือรายวัน สนามเล่น Ball Pit เส้นทางวิ่ง และสระว่ายน้ำสำหรับสุนัขพร้อมพนักงานดูแล ขณะที่เจ้าของสามารถนั่งพักในคาเฟ่ได้
จุดนี้ทำให้ร้านเหมาะกับชีวิตจริงของเจ้าของสัตว์ เช่น วันหยุดอาจพาน้องมาว่ายน้ำ จากนั้น Grooming ก่อนกลับบ้าน ขณะที่เจ้าของสามารถกินอาหารและเครื่องดื่มระหว่างรอ
ภาพบรรยากาศ Dog’s Paw
พื้นที่มีความเป็น Dog Activity Center มากกว่าคาเฟ่ถ่ายภาพ บรรยากาศจึงเต็มไปด้วยกิจกรรมของสุนัข ตั้งแต่สนามวิ่ง เล่นลูกบอล ไปจนถึงสระน้ำ
สำหรับน้องหมาที่มีพลังงานสูง การได้วิ่งหรือว่ายน้ำก่อนนั่งพักกับเจ้าของจะช่วยให้สามารถอยู่ในร้านได้สงบขึ้น
หากพาน้องว่ายน้ำควรเตรียมผ้าเช็ดตัวหรือสอบถามว่าบริการมีอุปกรณ์อะไรให้บ้าง รวมถึงไม่ควรให้อาหารมื้อใหญ่ทันทีทั้งก่อนและหลังการออกกำลังกายหนัก
หลังเล่นน้ำควรเช็ดหูและตัวให้แห้ง โดยเฉพาะสุนัขหูตกหรือมีขนหนา เพื่อช่วยลดความอับชื้น
คาเฟ่ อาหาร และค่าใช้จ่าย
ข้อมูล Wongnai จัดร้านอยู่ในช่วงราคาประมาณ 101–250 บาทต่อคน และระบุว่าเป็นคาเฟ่ ร้านกาแฟ/ชา และของหวาน
รีวิวของผู้ใช้บริการพูดถึงอาหาร เครื่องดื่ม Fruit Soda และของว่างในราคาที่เข้าถึงง่าย อย่างไรก็ตาม เมนูปัจจุบันไม่ได้เผยแพร่ราคาครบทุกจาน จึงควรวางงบประมาณส่วนคาเฟ่ประมาณ 150–350 บาทต่อคน
หากเพิ่มบริการสระว่ายน้ำ Grooming, Spa หรือ Daycare ค่าใช้จ่ายรวมจะเพิ่มขึ้นตามขนาดสุนัขและแพ็กเกจที่เลือก ควรติดต่อร้านโดยตรงก่อนเดินทางเพื่อได้ราคาที่ถูกต้อง
ขั้นตอนเข้าใช้บริการ
หากมาเฉพาะคาเฟ่ สามารถเช็กอินและเลือกโต๊ะตามปกติ แต่หากพาน้องใช้สนาม สระน้ำ หรือ Grooming ควรจองล่วงหน้า
ควรเตรียมข้อมูลวัคซีนของสัตว์ไว้ โดยเฉพาะกรณีใช้พื้นที่ซึ่งมีสุนัขหลายตัวร่วมกัน
ก่อนปล่อยเข้าสนาม ให้น้องอยู่กับสายจูงเพื่อปรับตัวและสังเกตสุนัขตัวอื่น หากน้องแสดงอาการเครียดหรือก้าวร้าว ไม่ควรฝืนให้เข้าสังคม
ช่วงว่ายน้ำควรปฏิบัติตามคำแนะนำของพนักงาน ไม่โยนน้องลงน้ำเอง และใช้เสื้อชูชีพหากสุนัขไม่เคยว่ายน้ำมาก่อน
เดินทางด้วยรถไฟฟ้า
ผู้ใช้ MRT สามารถลงสถานีบางขุนนนท์ แล้วต่อแท็กซี่หรือรถผ่านแอปพลิเคชันไปตามถนนบรมราชชนนี
อีกทางเลือกคือรถไฟสายสีแดงอ่อนลงสถานีตลิ่งชัน แล้วต่อรถไปยังร้าน เส้นทางนี้เหมาะสำหรับผู้มาจากบางซื่อ
เดินทางด้วยรถยนต์ส่วนตัว
จากใจกลางกรุงเทพฯ ใช้ถนนบรมราชชนนีมุ่งหน้าตลิ่งชัน ร้านมีข้อมูลที่ตั้งอยู่บริเวณ 81/1–81/2 หรือ 88/1–88/2 ถนนบรมราชชนนีในแหล่งข้อมูลต่างกันเล็กน้อย จึงควรปักหมุดชื่อ Dog’s Paw Cafe ในระบบนำทาง แทนการกรอกเลขที่ด้วยตนเอง
คาเฟ่หมาในเมืองกรุง ภาค 5
การเลือก คาเฟ่หมายอดนิยมในเมืองกรุง จากทั้ง 5 ร้านควรเริ่มจากวัตถุประสงค์มากกว่าการดูว่าร้านไหนดังที่สุด เพราะรูปแบบแตกต่างกันอย่างชัดเจน
| ร้าน | รูปแบบ | จุดเด่น | งบประมาณคาเฟ่โดยประมาณ |
|---|---|---|---|
| Zucca | Pet Sanctuary + Cafe | Dog/Cat Playroom, Pool, Grooming, Daycare | 250–800 บาท |
| Karo Coffee Roasters | Specialty Coffee Dog Friendly | กาแฟคุณภาพสูง Brunch และพื้นที่ Outdoor | 250–600 บาท |
| Nine Pastry | Artisan Bakery Dog Friendly | Sourdough, Pastry, Bakery บรรยากาศชุมชน | 150–400 บาท |
| Baby Bar Bangkok | Poolside Cafe & Restaurant | Brunch, Dinner, Dog Menu, อารีย์ | 350–800 บาท |
| Dog’s Paw Cafe | Cafe + Dog Activity Center | สระน้ำ สนาม Grooming Spa | 200–600 บาท ไม่รวมบริการสัตว์ |
หากต้องการกิจกรรมสำหรับสุนัขจำนวนมาก Zucca และ Dog’s Paw เด่นที่สุด เพราะมีบริการและพื้นที่สำหรับสัตว์โดยตรง
หากเจ้าของเป็นสาย Specialty Coffee และน้องหมาสามารถนั่งสงบข้างโต๊ะ Karo Coffee Roasters เป็นตัวเลือกที่เหมาะมาก โดยเฉพาะผู้ที่ต้องการลองเมล็ดกาแฟ Single Origin หรือ Brunch ที่จริงจัง
สำหรับสาย Bakery Nine Pastry ตอบโจทย์ที่สุด เพราะสามารถซื้อ Sourdough, Tart, Babka หรือ Cookie กลับบ้านได้ และราคาเริ่มต้นไม่สูงเมื่อเทียบกับร้านอาหารเต็มรูปแบบ
ส่วน Baby Bar Bangkok เหมาะกับกลุ่มเพื่อนมากที่สุด เพราะสามารถนั่งตั้งแต่ Brunch ไปจนถึงช่วงค่ำ และทั้งเจ้าของกับสุนัขมีเมนูของตัวเอง
วิธีวางแผนงบเที่ยวคาเฟ่หมาหนึ่งวันให้คุ้ม
การไป คาเฟ่หมาในเมืองกรุง ในปัจจุบันมีรูปแบบค่าใช้จ่ายหลากหลายมาก ร้านหนึ่งอาจไม่เก็บค่าเข้าสุนัขเลย แต่ราคากาแฟสูงตามมาตรฐาน Specialty Coffee ขณะที่อีกร้านมีกิจกรรมสำหรับสัตว์หลายประเภท ทำให้ค่าใช้จ่ายหลักไปอยู่ที่สระน้ำ Grooming หรือ Daycare มากกว่าอาหารของเจ้าของ
ดังนั้น การวางงบควรแบ่งออกเป็น 4 ส่วน ได้แก่ อาหารและเครื่องดื่มของเจ้าของ ค่าอาหารหรือขนมสำหรับสุนัข ค่าใช้บริการพื้นที่สัตว์ และค่าเดินทาง
หากเลือกร้านอย่าง Nine Pastry การเที่ยวหนึ่งครั้งอาจใช้เพียงประมาณ 250–400 บาทต่อคน เพราะสามารถสั่งขนม 1–2 ชิ้นและเครื่องดื่ม ส่วน Karo หากกิน Brunch พร้อมกาแฟควรเตรียมประมาณ 400–600 บาท
Baby Bar มีอาหารหลักราคาประมาณ 200–450 บาทต่อจานและเครื่องดื่ม Signature ประมาณ 145 บาทขึ้นไป ดังนั้น มื้อ Brunch สำหรับหนึ่งคนอาจอยู่ประมาณ 400–700 บาท ขณะที่หากอยู่ถึงค่ำและสั่งเครื่องดื่มเพิ่มเติม งบก็จะสูงขึ้น
Zucca มีช่วงราคากว้างที่สุด เพราะกาแฟเริ่มประมาณ 90 บาท แต่อาหารพรีเมียมอย่าง Lobster Roll สูงถึง 680 บาท และยังมีค่าบริการสัตว์หากเลือกกิจกรรมเพิ่มเติม
Dog’s Paw ควรแยกงบส่วนคาเฟ่ออกจากกิจกรรมน้องหมาอย่างชัดเจน เพราะค่ากินของเจ้าของอาจอยู่เพียงหลักร้อย แต่ Grooming หรือสระว่ายน้ำเป็นบริการคนละส่วน
นอกจากนี้ ควรเผื่อค่าแท็กซี่หรือรถผ่านแอปพลิเคชัน โดยเฉพาะ Zucca และ Dog’s Paw ซึ่งไม่ได้อยู่หน้าสถานีรถไฟฟ้าโดยตรง
เช็กลิสต์ก่อนพาน้องหมาออกไปคาเฟ่
ก่อนเลือก คาเฟ่หมายอดนิยมในเมืองกรุง ควรประเมินก่อนว่าสุนัขของเราพร้อมไปคาเฟ่จริงหรือไม่ เพราะคำว่า Pet Friendly หมายถึง “สถานที่อนุญาตให้สัตว์เข้า” ไม่ได้หมายความว่าสุนัขทุกตัวจะมีความสุขเมื่ออยู่ในสภาพแวดล้อมนั้น
น้องหมาที่ไม่คุ้นคน ไม่ชอบสุนัขตัวอื่น หรือเครียดเมื่อได้ยินเสียงดัง อาจเหมาะกับ Neighborhood Cafe อย่าง Nine Pastry หรือ Karo ในช่วงเช้ามากกว่า Dog Playroom หรือสนามที่มีสุนัขหลายตัว
ในทางกลับกัน สุนัขพลังงานสูงที่ชอบเข้าสังคมอาจสนุกกับ Zucca หรือ Dog’s Paw มากกว่า เพราะมีพื้นที่ให้ใช้พลังงาน
สิ่งที่ควรเตรียม ได้แก่ สายจูง ถุงเก็บมูล น้ำดื่ม ชามพับได้ ผ้ารองนั่ง และข้อมูลวัคซีน โดยเฉพาะร้านที่มีพื้นที่สุนัขร่วมกัน
ก่อนเข้าสถานที่ควรพาน้องเข้าห้องน้ำให้เรียบร้อย และไม่ควรให้อาหารมื้อใหญ่ก่อนเดินทางทันที หากมีกิจกรรมวิ่งหรือว่ายน้ำ
ระหว่างนั่งร้าน เจ้าของควรควบคุมสายจูงไม่ให้ขวางทาง ไม่ปล่อยสุนัขขึ้นเก้าอี้หากร้านไม่ได้อนุญาต และไม่ควรใช้ภาชนะของคนให้อาหารหรือดื่มน้ำแก่สัตว์
หากสุนัขเริ่มหอบมาก หลบใต้โต๊ะ พยายามออกจากพื้นที่ หูลู่ หรือไม่สนใจอาหาร ควรพาไปพักในพื้นที่เงียบหรือกลับบ้าน แทนการฝืนให้อยู่ต่อเพราะอยากถ่ายภาพ
บทสรุป 5 คาเฟ่หมาในเมืองกรุง ภาค 5
เมื่อสำรวจ คาเฟ่หมาในเมืองกรุง มาถึงภาค 5 จะเห็นได้ชัดว่ากรุงเทพฯ มีทางเลือกสำหรับคนรักสุนัขมากกว่าคำว่า “Dog Cafe” ในความหมายเดิมอย่างมาก จากร้านที่เคยเน้นการเข้าไปเล่นกับสุนัขประจำร้าน ปัจจุบันพัฒนาสู่ Pet Sanctuary, Specialty Coffee, Artisan Bakery, Poolside Restaurant และศูนย์กิจกรรมสำหรับสัตว์ครบวงจร
Zucca – The Pet Sanctuary & Cafe เหมาะสำหรับคนที่ต้องการใช้เวลาหลายชั่วโมงและต้องการบริการหลายอย่างในสถานที่เดียว มีทั้งร้านอาหาร พื้นที่สุนัขและแมว สระน้ำ Grooming Daycare และ Boarding จึงเป็นตัวเลือกสำหรับครอบครัว Pet Parent ที่ต้องการความสะดวก
Karo Coffee Roasters แตกต่างด้วยมาตรฐาน Specialty Coffee โดยไม่ลดความเป็นมิตรต่อสุนัข ทำให้เหมาะกับเจ้าของที่จริงจังเรื่องกาแฟและต้องการร้านประจำที่สามารถพาน้องมาด้วยได้
Nine Pastry แสดงให้เห็นว่า Neighborhood Bakery ขนาดไม่ใหญ่ก็สามารถเป็นหนึ่งใน คาเฟ่หมายอดนิยมในเมืองกรุง สำหรับเจ้าของสุนัขได้ เพียงมีอาหารคุณภาพดี บรรยากาศอบอุ่น และการต้อนรับสัตว์อย่างจริงใจ
Baby Bar Bangkok เหมาะกับสาย Lifestyle มากที่สุด เพราะสามารถมานั่ง Brunch ริมสระ ไปจนถึง Dinner ในตอนเย็น และยังมี Dog Menu ให้สมาชิกสี่ขาไม่ต้องเป็นเพียงผู้ชมเจ้าของกินอาหาร
ส่วน Dog’s Paw Cafe เหมาะกับสุนัขที่ต้องการออกกำลังจริงจัง มีทั้งสนาม สระน้ำ และบริการ Grooming จึงสามารถจัดเป็นทริปดูแลสุขภาพและพักผ่อนในวันเดียว
ท้ายที่สุดแล้ว ร้านที่ดีที่สุดไม่จำเป็นต้องมีสุนัขประจำร้านมากที่สุดหรือมีมุมถ่ายภาพเยอะที่สุด แต่ควรเป็นสถานที่ซึ่งคน สุนัข และผู้ใช้บริการคนอื่นสามารถใช้พื้นที่ร่วมกันได้อย่างสบายและปลอดภัย
ก่อนเดินทางควรตรวจสอบเวลาเปิด กฎสำหรับสัตว์ การจอง พื้นที่ที่อนุญาต และราคาปัจจุบันจากร้านโดยตรงเสมอ เพราะข้อมูลเหล่านี้อาจปรับตามวัน เวลา และรูปแบบบริการ
และสิ่งสำคัญที่สุดคืออย่าลืมสังเกตว่าน้องหมาของเรามีความสุขจริงหรือไม่ เพราะจุดหมายของการพาไป คาเฟ่หมาในเมืองกรุง ไม่ใช่เพียงได้รูปสวยกลับบ้าน แต่คือการได้ใช้เวลาคุณภาพร่วมกันโดยทุกฝ่ายมีความสุข
Q&A คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับคาเฟ่หมายอดนิยมในเมืองกรุง
คาเฟ่หมาในเมืองกรุงภาค 5 ร้านไหนเหมาะกับคนที่มีสุนัขอยู่แล้วมากที่สุด
หากมีสุนัขอยู่แล้วและต้องการพาน้องออกมาทำกิจกรรมจริงจัง Zucca – The Pet Sanctuary & Cafe และ Dog’s Paw Cafe เป็นสองร้านที่ตอบโจทย์มากที่สุด เพราะไม่ได้มีเพียงพื้นที่นั่งรับประทานอาหาร แต่มีบริการที่ออกแบบสำหรับสัตว์โดยตรง
Zucca มี Dog Playroom สระว่ายน้ำ Grooming, Spa, Daycare และ Boarding จึงเหมาะกับเจ้าของที่ต้องการรวมกิจกรรมหลายอย่างไว้ในวันเดียว เช่น พาน้องออกกำลังกาย จากนั้นอาบน้ำตัดขน แล้วเจ้าของรับประทานอาหารระหว่างรอ
Dog’s Paw มีลักษณะคล้ายกันในด้านกิจกรรม โดยเด่นเรื่องสนาม สระว่ายน้ำ Grooming และพื้นที่ให้สุนัขใช้พลังงาน จึงเหมาะกับสุนัขที่ชอบวิ่งและเล่นมากกว่านั่งคาเฟ่เฉย ๆ
ในทางกลับกัน หากน้องเป็นสุนัขที่สงบและคุ้นเคยกับการนั่งร้านอาหาร Karo, Nine Pastry และ Baby Bar ก็เหมาะเช่นกัน โดย Baby Bar มีข้อดีคือมี Dog Menu สำหรับสุนัขโดยเฉพาะ
ดังนั้น คำว่า “เหมาะที่สุด” จึงขึ้นอยู่กับนิสัยน้อง สุนัขที่มีพลังงานสูงควรเลือกสถานที่มีสนาม ส่วนสุนัขที่ไม่ชอบฝูงควรเลือก Neighborhood Cafe และช่วงเวลาที่คนไม่แน่น
ไม่มีสุนัข สามารถไปทั้ง 5 ร้านได้ไหม
สามารถไปได้ทั้ง 5 ร้าน เพราะร้านในภาคนี้ไม่ได้จำกัดเฉพาะเจ้าของสัตว์ แต่มีคาเฟ่ ร้านอาหาร หรือ Bakery ให้คนทั่วไปใช้บริการด้วย
Karo Coffee Roasters เหมาะกับสายกาแฟอย่างมาก แม้ไม่มีสุนัขก็สามารถมาเพื่อลอง Single Origin, Dirty Coffee หรือ Brunch ได้เต็มที่
Nine Pastry เป็น Bakery ที่สามารถมาเพื่อซื้อ Sourdough, Babka, Lemon Tart หรือ Cookie ได้ตามปกติ ขณะที่ Baby Bar เป็น All-Day Restaurant และ Bar ซึ่งมีอาหารสำหรับคนหลากหลายตั้งแต่ Breakfast ไปถึง Dinner
Zucca ก็เปิดให้คนทั่วไปใช้ร้านอาหารและสามารถเข้าพื้นที่สัตว์ตามเงื่อนไขของร้านได้ ส่วน Dog’s Paw สามารถใช้คาเฟ่แม้ไม่ได้พาสุนัขมา
อย่างไรก็ตาม ผู้ที่กลัวสุนัขหรือแพ้ขนสัตว์ควรพิจารณาก่อน เพราะร้าน Pet Friendly อาจมีสุนัขของลูกค้าคนอื่นอยู่ใกล้โต๊ะ โดยเฉพาะพื้นที่ Outdoor
สำหรับผู้ที่เพียงอยากชมสุนัข การไปร้าน Pet Friendly ไม่ควรคาดหวังว่าสุนัขของลูกค้าคนอื่นจะต้องยอมให้สัมผัส ควรขออนุญาตเจ้าของทุกครั้งก่อนลูบหรือถ่ายภาพใกล้
ร้านใดเดินทางด้วยรถไฟฟ้าสะดวกที่สุด
ในลิสต์ภาค 5 Nine Pastry และ Baby Bar Bangkok ถือว่าเดินทางด้วยรถไฟฟ้าสะดวกกว่าร้านอื่น
Nine Pastry สามารถใช้ BTS พร้อมพงษ์แล้วต่อเข้าสุขุมวิท 22 ได้ ระยะทางไม่ได้ออกจากแนวสุขุมวิทมากนัก และสามารถต่อรถจักรยานยนต์หรือแท็กซี่ช่วงสั้น ๆ
Baby Bar ใช้ BTS อารีย์แล้วต่อเข้าไปยัง Craftsman Bangkok ในพหลโยธิน 11 ระยะทางช่วงสุดท้ายสามารถใช้รถจักรยานยนต์ MuvMi หรือแท็กซี่ได้
Karo Coffee Roasters ใช้ BTS พระโขนงแล้วต่อเข้าสู่ปรีดี 26 ซึ่งยังจัดว่าเดินทางสะดวก แต่ต้องต่อรถช่วงสุดท้ายมากกว่าเล็กน้อย
Zucca เหมาะกับการใช้ Airport Rail Link หรือ MRT สายสีเหลืองแล้วต่อรถ ส่วน Dog’s Paw สามารถใช้ MRT บางขุนนนท์หรือรถไฟสายสีแดงอ่อนสถานีตลิ่งชันแล้วต่อรถ
ผู้ที่พาสุนัขมาด้วยควรตรวจสอบเงื่อนไขของระบบขนส่งสาธารณะแต่ละประเภทก่อน เพราะรถไฟฟ้าหรือรถโดยสารบางระบบอาจมีข้อจำกัดเรื่องสัตว์ แม้ปลายทางจะเป็นร้าน Pet Friendly ก็ตาม
ควรเตรียมเงินเท่าไรต่อคนสำหรับเที่ยวคาเฟ่หมา
งบประมาณจะแตกต่างตามร้านอย่างชัดเจน หากไปเพียงดื่มกาแฟและกินขนม Nine Pastry หรือ Karo Coffee Roasters สามารถใช้ประมาณ 200–500 บาทต่อคนได้
Nine Pastry มีขนมเริ่มต้นประมาณ 45 บาทสำหรับ Cookie ไปจนถึง Tart หรือ Babka หลักร้อย ขณะที่ Karo กาแฟส่วนใหญ่อยู่ประมาณ 120–185 บาท และอาหาร Brunch ประมาณ 170–400 บาท
Baby Bar หากรับประทาน Brunch หนึ่งจานพร้อมเครื่องดื่ม ควรเตรียมประมาณ 400–700 บาทต่อคน หากเพิ่มอาหารสุนัขหรืออยู่ถึง Dinner งบจะเพิ่มขึ้นตามรายการที่สั่ง
Zucca มีช่วงราคาอาหารกว้าง ตั้งแต่กาแฟประมาณ 90–100 บาท อาหารประมาณ 180 บาท ไปจนถึงเมนูพรีเมียม 600 บาทขึ้นไป และหากใช้ Pet Service ก็ต้องเพิ่มค่าใช้จ่ายอีกส่วนหนึ่ง
Dog’s Paw ควรแยกงบคาเฟ่ประมาณ 150–350 บาทออกจากค่ากิจกรรมน้องหมา เช่น สระน้ำหรือ Grooming
ดังนั้น สำหรับทริปทั่วไปควรเตรียมอย่างน้อย 500–800 บาทต่อคน ส่วนวันที่ใช้บริการสำหรับสัตว์หลายรายการ อาจเตรียม 1,000 บาทขึ้นไปเพื่อความคล่องตัว
มีวิธีเลือกคาเฟ่หมาอย่างไรให้น้องหมามีความสุขจริง ๆ
การเลือกร้านไม่ควรเริ่มจากคำถามว่า “ร้านไหนสวยที่สุด” แต่ควรเริ่มจาก “น้องหมาของเราชอบสถานการณ์แบบไหน”
หากสุนัขชอบวิ่ง เล่นน้ำ และพบเพื่อนใหม่ ร้านอย่าง Zucca หรือ Dog’s Paw สามารถตอบโจทย์ได้ดี แต่เจ้าของต้องควบคุมและสังเกตพฤติกรรมตลอดเวลา
หากน้องขี้อาย ไม่ชอบฝูง หรือคุ้นเคยกับการนั่งข้างเจ้าของมากกว่า Karo, Nine Pastry หรือ Baby Bar ในช่วงที่คนไม่เยอะน่าจะเหมาะกว่า
ควรหลีกเลี่ยงการพาสุนัขที่กำลังป่วย ท้องเสีย ไอ มีโรคผิวหนัง หรือวัคซีนยังไม่ครบเข้าสู่พื้นที่สุนัขร่วม เพราะอาจเป็นความเสี่ยงทั้งต่อตัวน้องและสัตว์ตัวอื่น
ระหว่างใช้บริการ อย่าบังคับให้สุนัขทักทายทุกตัว อย่าฝืนถ่ายรูปเมื่อเห็นว่าน้องอยากหลบ และควรพากลับเมื่อเริ่มเหนื่อย
สุดท้ายแล้ว คาเฟ่หมายอดนิยมในเมืองกรุง ที่ดีที่สุดสำหรับครอบครัวหนึ่งอาจไม่ใช่ร้านเดียวกับอีกครอบครัว เพราะสุนัขแต่ละตัวมีบุคลิก อายุ สุขภาพ และระดับพลังงานไม่เหมือนกัน การเลือกสถานที่ให้เข้ากับน้องจึงสำคัญกว่าการตามกระแส และจะช่วยให้ทริปคาเฟ่เป็น “ช่วงเวลาดี ๆ ร่วมกัน” อย่างแท้จริง