คาเฟ่ขนมไทย

กรุงเทพฯ เป็นเมืองที่มีของหวานแทบทุกสัญชาติให้เลือกรับประทาน ตั้งแต่ครัวซองต์สไตล์ฝรั่งเศส เค้กญี่ปุ่น เจลาโตอิตาเลียน ไปจนถึงของหวานเกาหลี แต่ท่ามกลางกระแสขนมจากทั่วโลก “ขนมไทย” ยังคงมีเสน่ห์เฉพาะตัวที่ไม่มีของหวานประเภทใดทดแทนได้ เพราะความอร่อยของขนมไทยไม่ได้เกิดจากรสหวานเพียงอย่างเดียว แต่เป็นความสัมพันธ์ระหว่างกลิ่นกะทิสด ความมันของมะพร้าว ความหอมของใบเตยและดอกไม้ น้ำตาลโตนด ไข่ แป้ง และกระบวนการทำที่ต้องอาศัยความละเอียดตั้งแต่เริ่มเตรียมวัตถุดิบจนถึงการจัดเสิร์ฟ

ด้วยเหตุนี้ คาเฟ่ขนมไทย จึงได้รับความสนใจเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ เพราะช่วยเปลี่ยนวิธีที่คนรุ่นใหม่สัมผัสขนมไทย จากเดิมที่อาจซื้อขนมใส่กล่องจากตลาด กลายเป็นการนั่งรับประทานในพื้นที่สวย ๆ จับคู่กับกาแฟ ชา เครื่องดื่มสมุนไพร หรือแม้กระทั่งนำขนมไทยไปพัฒนาเป็นไอศกรีม เค้ก ทาร์ต บิงซู และเครื่องดื่มสมัยใหม่

ที่น่าสนใจคือ คาเฟ่ขนมไทยยอดนิยม แต่ละร้านมีวิธีเล่าเรื่อง “ความเป็นไทย” แตกต่างกันอย่างมาก บางร้านเก็บรายละเอียดของขนมโบราณไว้อย่างจริงจัง ตั้งแต่สี รูปทรง และกลิ่นควันเทียน ขณะที่บางร้านเลือกหยิบรสชาติจากความทรงจำ เช่น ข้าวเหนียวมะม่วง สละลอยแก้ว หรือกะทิ มาพัฒนาเป็นไอศกรีมและของหวานฟิวชัน เมื่อมีความหลากหลายเช่นนี้ ขนมไทยจึงไม่ได้ถูกจำกัดไว้เฉพาะกลุ่มผู้สูงอายุหรือโอกาสพิธีการ แต่กลายเป็นของหวานที่คนทุกวัยสามารถเข้าถึงได้

หลังจากภาค 1–4 พาไปรู้จัก คาเฟ่ขนมไทยในเมืองกรุง ไปแล้วถึง 20 ร้าน ภาค 5 นี้จะเพิ่มอีก 5 พิกัดที่มีแนวทางแตกต่างกันอย่างน่าสนใจ เริ่มจาก Heaven On Earth Cafe’ คาเฟ่ขนมไทยใกล้วงเวียนโอเดียน ต่อด้วย One Dee Cafe ย่านอารีย์ซึ่งเปลี่ยนขนมไทยให้กลายเป็นไอศกรีมสร้างสรรค์ จากนั้นข้ามแม่น้ำไป CHADA Tea Boutique ซึ่งปัจจุบันมีจุดจำหน่าย CHADA Grab&Go ที่ ICONSIAM ต่อด้วยร้านขนมไทยแม่เดือน บรรทัดทองที่เปิดให้บริการยาวตั้งแต่เช้าถึงดึก และปิดท้ายที่ Make Me Mango ท่าเตียน คาเฟ่มะม่วงไทยใกล้วัดโพธิ์ซึ่งได้รับความนิยมในหมู่นักท่องเที่ยว

ร้านแรก Heaven On Earth Cafe’ มีภาพลักษณ์เป็นร้านขนมไทยที่ต้องการอนุรักษ์ขนมโบราณพร้อมปรับภาพลักษณ์ให้ร่วมสมัย ปัจจุบันหน้าร้านบน Wongnai ยังแสดงสถานะเปิดให้บริการและระบุพิกัดบริเวณถนนเจริญกรุงใกล้วงเวียนโอเดียน โดยมีเมนูแนะนำอย่างขนมชั้น วุ้น ลืมกลืน รวมถึงขนมไทยมงคลต่าง ๆ

อันดับสอง One Dee Cafe หรือ 1ดี คาเฟ่ ถือเป็นตัวแทนของ คาเฟ่ขนมไทย สายฟิวชันอย่างชัดเจน ร้านอยู่ย่านอารีย์ พหลโยธินซอย 7 ใกล้ BTS อารีย์ และข้อมูลปี 2026 ยังคงระบุเวลาเปิดประมาณ 10.00–22.00 น. โดยวันศุกร์และช่วงสุดสัปดาห์อาจเปิดถึง 22.30 น. จุดเด่นของร้านคือการนำรสชาติขนมไทยมาพัฒนาเป็นไอศกรีม เช่น ไอศกรีมข้าวเหนียวมะม่วง ไอศกรีมสละลอยแก้ว และไอศกรีมกะทิที่จับคู่กับท็อปปิงแบบไทย

อันดับสาม CHADA Tea Boutique มีต้นกำเนิดจากการนำสูตรขนมไทยชาววังที่ส่งต่อกันในครอบครัวมาพัฒนาให้ร่วมสมัย โดยปรับความหวานลงจากสูตรเดิมและมีทั้งขนมโบราณ ขนมมงคล และขนมประยุกต์ ปัจจุบันข้อมูลเครือร้านบน Wongnai ยังแสดงจุดจำหน่าย CHADA Grab&Go หลายแห่งในกรุงเทพฯ รวมถึง ICONSIAM, CentralWorld และ Central Rama 2

อันดับสี่คือ ขนมไทยแม่เดือน บรรทัดทอง ร้านขนมไทยที่เหมาะกับสายกินดึกอย่างมาก เพราะหน้าร้านปัจจุบันระบุเปิดตั้งแต่เช้าและให้บริการไปจนถึงช่วงกลางคืนหรือหลังเที่ยงคืนในหลายวัน ร้านอยู่เลขที่ 1475 บริเวณจุฬาฯ 16 ถนนบรรทัดทอง และมีเมนูให้เลือกตั้งแต่ขนมถ้วย ขนมใส่ไส้ บัวลอยสามสี เม็ดขนุน กล้วยไข่เชื่อม ข้าวเหนียวสังขยา ไปจนถึงข้าวเหนียวทุเรียน

ร้านสุดท้าย Make Me Mango ท่าเตียน เกิดขึ้นจากความชื่นชอบมะม่วงและเริ่มต้นร้านแรกในย่านท่าเตียนเมื่อปี 2016 ปัจจุบันสาขาท่าเตียนยังเปิดให้บริการอยู่ โดยข้อมูลเดือนสิงหาคม 2026 ระบุเวลาโดยประมาณ 10.30–20.00 หรือ 20.30 น. และตั้งอยู่ใกล้วัดโพธิ์กับ MRT สนามไชย จุดเด่นคือเมนูที่ใช้มะม่วงน้ำดอกไม้เป็นพระเอก ทั้งข้าวเหนียวมะม่วง Mango Bingsu และ Mango Smoothie

ดังนั้น ภาค 5 จึงเป็นหนึ่งในภาคที่มีความหลากหลายมากที่สุด เพราะไม่ได้จำกัดคำว่า คาเฟ่ขนมไทย ไว้เพียงขนมชิ้นเล็กแบบโบราณ แต่ครอบคลุมตั้งแต่ขนมชาววัง ไอศกรีมไทย ขนมสดบนถนนสายกิน ไปจนถึงข้าวเหนียวมะม่วงและของหวานจากผลไม้ไทย


ทำไมคาเฟ่ขนมไทยภาค 5 จึงเหมาะกับทั้งคนไทยและนักท่องเที่ยวต่างชาติ

สิ่งที่น่าสนใจของ คาเฟ่ขนมไทย ภาคนี้คือทั้ง 5 ร้านอยู่ในพื้นที่ซึ่งสามารถเชื่อมกับการท่องเที่ยวกรุงเทพฯ ได้ง่าย Heaven On Earth อยู่ใกล้เยาวราชและวงเวียนโอเดียน One Dee Cafe อยู่ใจกลางย่านอารีย์ CHADA อยู่ใน ICONSIAM ขนมไทยแม่เดือนอยู่บรรทัดทอง ส่วน Make Me Mango อยู่ท่าเตียนใกล้วัดโพธิ์ ดังนั้น คนที่ไม่ได้ตั้งใจเดินทางเพื่อ “กินขนมอย่างเดียว” ก็สามารถเพิ่มร้านเหล่านี้เข้าไปในแผนเที่ยวได้โดยไม่ต้องออกนอกเส้นทางมาก

สำหรับนักท่องเที่ยวต่างชาติ คาเฟ่ขนมไทยยอดนิยม ยังเป็นพื้นที่ที่ช่วยลดกำแพงในการทดลองอาหารใหม่ ๆ ได้ดีมาก ขนมไทยในตลาดท้องถิ่นบางชนิดอาจไม่มีป้ายภาษาอังกฤษ และคนที่ไม่รู้จักขนมอาจไม่ทราบว่าควรเลือกอย่างไร แต่เมื่ออยู่ในร้านคาเฟ่ เมนูมักมีภาพ มีชื่อภาษาอังกฤษหรือคำอธิบาย และสามารถถามพนักงานได้ง่ายกว่า

One Dee Cafe เป็นตัวอย่างที่ดี เพราะไอศกรีมเป็นของหวานที่คนแทบทุกชาติรู้จักอยู่แล้ว แต่ร้านนำรสชาติไทยเข้าไป เช่น Mango Sticky Rice Ice Cream หรือ Thai Pancake with Coconut Cream ซึ่งมีข้อมูลราคาอ้างอิงในอดีตประมาณ 189 บาท ขณะที่เมนูขนมโบราณอย่าง Khanom Chang Ma เคยอยู่ประมาณ 119 บาท การนำรสชาติท้องถิ่นมาอยู่ในรูปแบบที่คนคุ้นเคยจึงทำให้การเริ่มต้นรู้จักขนมไทยง่ายขึ้น

Make Me Mango ก็ใช้หลักการคล้ายกัน มะม่วงเป็นผลไม้ที่นักท่องเที่ยวส่วนใหญ่รู้จัก แต่ร้านนำข้าวเหนียวมูน กะทิ ไอศกรีม และมะม่วงไทยมารวมอยู่ในจานเดียว เช่นชุด Make Me Mango ซึ่งข้อมูลเมนูอ้างอิงเดิมอยู่ประมาณ 185 บาท ขณะที่ Mango Bingsu ในข้อมูลปี 2026 มีการกล่าวถึงราคาประมาณ 285 บาท

ในทางกลับกัน Heaven On Earth และ CHADA เหมาะกับคนที่ต้องการเจาะลึกไปถึงขนมไทยโบราณมากขึ้น ทั้งขนมชั้น ลืมกลืน ทองเอก อาลัว ดาราทอง หรือขนมที่ใช้วิธีขึ้นรูปแบบประณีต Heaven On Earth มีแนวคิดอนุรักษ์ขนมไทยและนำมาปรับให้เข้ากับยุคปัจจุบัน ขณะที่ CHADA มีรากจากสูตรขนมในครอบครัวและตำรับชาววัง

ส่วนขนมไทยแม่เดือนเหมาะกับกลุ่มที่ต้องการสัมผัสบรรยากาศ “Street Food สมัยใหม่” ของบรรทัดทอง ร้านเปิดยาวและมีขนมไทยราคาจับต้องง่าย เช่น ขนมถ้วยประมาณ 60 บาท ขนมใส่ไส้ 65 บาท บัวลอยสามสี 45 บาท เม็ดขนุน 60 บาท และข้าวเหนียวสังขยาประมาณ 65 บาทตามรายการปัจจุบัน

นอกจากนี้ ทั้ง 5 คาเฟ่ขนมไทย ยังช่วยให้เราเห็นว่าความเป็นไทยไม่ได้มีรูปแบบเดียว บางร้านใช้ศิลปะการปั้นและจับจีบ บางร้านใช้ผลไม้ บางร้านใช้ไอศกรีม หรือบางแห่งรักษารูปแบบร้านขนมริมถนนไว้ เมื่อรวมทั้งหมดจึงกลายเป็นภาพที่หลากหลายของวัฒนธรรมของหวานกรุงเทพฯ


คาเฟ่ขนมไทย

อันดับที่ 1 Heaven On Earth Cafe’ – เจริญกรุง ใกล้วงเวียนโอเดียน

ความเป็นมาของ Heaven On Earth Cafe’ คาเฟ่ขนมไทยที่ต้องการอนุรักษ์ขนมโบราณ

Heaven On Earth Cafe’ เป็น คาเฟ่ขนมไทย ที่มีแนวคิดน่าสนใจ เพราะไม่ได้เริ่มจากการทำขนมไทยให้ดูแปลกใหม่จนจำต้นฉบับไม่ได้ แต่เลือกอนุรักษ์ขนมโบราณและนำมาปรับภาพลักษณ์ให้เหมาะกับคนรุ่นใหม่ ข้อมูลรีวิวของร้านกล่าวถึงแนวคิดของเจ้าของที่หลงใหลขนมไทยแบบดั้งเดิมและต้องการช่วยรักษาวัฒนธรรมอาหารไทย โดยมีทั้งขนมไทยสดและขนมที่สามารถเก็บไว้ได้นาน

ปัจจุบันหน้าร้านบน Wongnai ระบุร้านอยู่ในพื้นที่ถนนเจริญกรุง บริเวณใกล้วงเวียนโอเดียนและต้นถนนเยาวราช พร้อมเบอร์ติดต่อ 088-492-2758 และ 086-374-7878 และยังแสดงสถานะเปิดให้บริการ

ดังนั้น หากกำลังมองหา คาเฟ่ขนมไทยยอดนิยม ซึ่งสามารถจัดรวมไว้กับทริปเยาวราช ร้านนี้น่าสนใจมาก เพราะสามารถเริ่มเที่ยวตั้งแต่ MRT วัดมังกร เดินถ่ายภาพซุ้มประตูเฉลิมพระเกียรติ รับประทานอาหารเยาวราช แล้วแวะขนมไทยเป็นของหวานได้ภายในพื้นที่เดียว

ภาพบรรยากาศของร้าน

Heaven On Earth ใช้บรรยากาศแบบร้านขนมไทยร่วมสมัย ไม่ได้ดูเป็นตลาดหรือร้านของฝากเพียงอย่างเดียว จุดเด่นคือการนำขนมสีสันสวยงามมาจัดวางให้มองเห็นความละเอียดของแต่ละชิ้น

สำหรับคนที่ชอบถ่ายภาพ ขนมอย่างอาลัวดอกไม้ ทองเอก ดาราทอง ขนมชั้น หรือสัมปันนีมีรายละเอียดมากพอที่จะเป็นพระเอกของภาพโดยไม่ต้องใช้พร็อปจำนวนมาก

เมนูที่ควรลอง

เมนูที่สมาชิกแนะนำบนแพลตฟอร์มร้าน ได้แก่

รายการขนมอาจเปลี่ยนตามวัน เพราะขนมหลายชนิดต้องผลิตสดและใช้เวลาในการทำ

ราคาโดยประมาณ

ข้อมูลรีวิวปัจจุบันจัดร้านอยู่ในหมวดราคาของหวานแบบประหยัดถึงกลาง แต่รีวิวบางช่วงซึ่งสั่งหลายรายการอยู่ในระดับประมาณ 251–500 บาทต่อคน ดังนั้น งบประมาณจริงขึ้นอยู่กับว่ามาเพียงชิมขนม 2–3 อย่างหรือซื้อชุดขนมกลับบ้าน

หากมาเป็นกลุ่ม 3–4 คน วิธีที่คุ้มคือเลือกขนมหลายชนิดมาแบ่ง เพราะจะได้ลองเนื้อสัมผัสทั้งนุ่ม หนึบ ร่วน และกรอบภายในครั้งเดียว

เหมาะกับใคร

ร้านเหมาะกับผู้ที่ชอบขนมไทยโบราณ นักท่องเที่ยวต่างชาติ และคนที่เที่ยวเยาวราชแล้วต้องการร้านของหวานแตกต่างจากน้ำแข็งไสหรือขนมปังปิ้ง

นอกจากนี้ ยังเหมาะกับคนที่ต้องการซื้อขนมเป็นของฝาก เพราะขนมแห้งบางชนิดสามารถเก็บได้นานกว่าขนมกะทิสด

ขั้นตอนเข้าใช้บริการ

ก่อนเดินทางควรโทรเช็กเวลาเปิดและรายการขนม เพราะข้อมูลเวลาออนไลน์อาจแตกต่างกันตามวัน

เมื่อถึงร้าน แนะนำถามพนักงานว่า “วันนี้มีขนมโบราณอะไรบ้าง” แทนที่จะยึดเฉพาะเมนูออนไลน์ เพราะขนมหายากบางชนิดอาจหมุนเวียน

หากต้องการซื้อจำนวนมากสำหรับงานหรือของฝาก ควรติดต่อร้านล่วงหน้า

การเดินทางด้วยรถสาธารณะ

ใช้ MRT สายสีน้ำเงินลงสถานีวัดมังกร จากนั้นเดินทางต่อไปบริเวณวงเวียนโอเดียน หรือใช้รถตุ๊กตุ๊ก รถแท็กซี่ และรถผ่านแอปพลิเคชันในระยะสั้น

อีกทางหนึ่งสามารถลง MRT หัวลำโพงแล้วต่อรถไปต้นถนนเยาวราชได้เช่นกัน

การเดินทางด้วยรถยนต์ส่วนตัว

ใช้ถนนเจริญกรุงมุ่งหน้าวงเวียนโอเดียน แล้วหาพื้นที่จอดรถเอกชนหรืออาคารจอดรถในย่านเยาวราช เนื่องจากที่จอดริมถนนมีข้อจำกัด

วันศุกร์–อาทิตย์ควรเผื่อเวลาเพิ่ม เพราะพื้นที่เยาวราชมีนักท่องเที่ยวจำนวนมากโดยเฉพาะช่วงเย็น


คาเฟ่ขนมไทย

อันดับที่ 2 One Dee Cafe – อารีย์

คาเฟ่ขนมไทยฟิวชันที่เปลี่ยนความทรงจำวัยเด็กให้กลายเป็นไอศกรีม

One Dee Cafe หรือ “1ดี คาเฟ่” เป็นหนึ่งใน คาเฟ่ขนมไทย ที่แสดงให้เห็นความสามารถในการตีความขนมไทยใหม่ได้อย่างสนุกมาก ร้านตั้งอยู่พหลโยธินซอย 7 หรือย่านอารีย์ ใกล้ BTS อารีย์ และข้อมูลร้านในปี 2026 ยังระบุเวลาเปิดประมาณ 10.00–22.00 น. โดยวันศุกร์และวันหยุดอาจเปิดถึงประมาณ 22.30 น.

หัวใจของร้านคือการนำรสชาติที่คนไทยคุ้นเคยมาพัฒนาเป็นไอศกรีม ของหวาน และเครื่องดื่ม ตัวอย่างเช่นข้าวเหนียวมะม่วง สละลอยแก้ว ขนมเบื้องหน้ากุ้ง น้ำตาลโตนด และกะทิ ซึ่งเดิมอยู่ในขนมคนละประเภท แต่สามารถเปลี่ยนเป็นไอศกรีมได้

นี่เป็นเหตุผลที่ One Dee ยังคงถูกกล่าวถึงในฐานะร้านไอศกรีมรสชาติไทย แม้จะเปิดมาหลายปี โดยข้อมูลแนะนำสถานที่ในเดือนพฤษภาคม 2026 ยังคงระบุร้านที่อารีย์และกล่าวถึงเครื่องดื่มที่เสิร์ฟในถ้วยเบญจรงค์ด้วย

ภาพบรรยากาศ

ร้านอยู่ในย่านอารีย์ซึ่งเป็นหนึ่งในพื้นที่ Cafe Hopping สำคัญของกรุงเทพฯ บรรยากาศจึงเป็นคาเฟ่เมืองมากกว่าร้านขนมไทยโบราณ

จุดที่ทำให้ร้านมีความเป็นไทยอยู่ที่การเลือกภาชนะ รายละเอียดของเมนู และวิธีนำเสนอวัตถุดิบไทยมากกว่าการตกแต่งแบบเรือนไทย

เมนูไอศกรีมข้าวเหนียวมะม่วง

Mango Sticky Rice Ice Cream เป็นเมนูที่เข้าใจง่ายที่สุดสำหรับผู้มาเยือนครั้งแรก ข้อมูลเมนูอ้างอิงระบุราคาเดิมประมาณ 189 บาท โดยนำไอศกรีมและองค์ประกอบของข้าวเหนียวมะม่วงมารวมกัน

เมนูนี้เหมาะกับการแนะนำขนมไทยให้ชาวต่างชาติ เพราะมีทั้งไอศกรีมซึ่งคุ้นเคยและข้าวเหนียวมูนซึ่งเป็นรสชาติไทย

Thai Pancake with Coconut Cream

อีกเมนูที่มีข้อมูลราคาอ้างอิงประมาณ 189 บาท คือไอศกรีมที่ได้แรงบันดาลใจจากขนมเบื้องและกะทิ โดยใช้ความหวานมันและความกรอบเป็นองค์ประกอบ

Khanom Chang Ma

เมนูนี้น่าสนใจสำหรับคนที่อยากลองรสชาติไทยที่พบไม่บ่อย ข้อมูลเดิมระบุประมาณ 119 บาท ใช้ไอศกรีมน้ำตาลโตนด เส้นแป้งและกะทิ ให้รสหวานเค็มในจานเดียว

เมนูอื่นที่ควรสอบถาม

รายการสามารถหมุนเวียนได้ จึงควรดูเมนูปัจจุบันที่ร้านอีกครั้ง

ราคาโดยประมาณ

BKKMENU ระบุช่วงราคาปัจจุบันประมาณ 101–300 บาทต่อคน เหมาะกับการสั่งของหวานหนึ่งเมนูและเครื่องดื่ม หรือแชร์ของหวาน 2–3 จานในกลุ่ม

การเดินทางด้วย BTS

ใช้ BTS สายสุขุมวิทลงสถานีอารีย์ จากนั้นเดินเข้าสู่พหลโยธินซอย 7 ร้านอยู่บริเวณปากซอยอารีย์ 1 ใกล้ร้านอาหารและคาเฟ่อื่น ๆ

นี่จึงเป็นหนึ่งใน คาเฟ่ขนมไทยในเมืองกรุง ที่ไม่จำเป็นต้องใช้รถยนต์เลย

การเดินทางด้วยรถยนต์

สามารถขับเข้าพหลโยธินซอย 7 แต่พื้นที่จอดรถย่านอารีย์ค่อนข้างจำกัด แนะนำใช้ลานจอดรถเอกชนหรืออาคารใกล้เคียงแล้วเดินต่อ

หากมาในช่วงเย็นวันศุกร์และวันหยุด การใช้ BTS จะสะดวกกว่าอย่างชัดเจน


คาเฟ่ขนมไทย

อันดับที่ 3 CHADA Tea Boutique / CHADA Grab&Go – ICONSIAM

ขนมไทยชาววังที่ถ่ายทอดสูตรจากครอบครัวสู่ร้านขนมไทยร่วมสมัย

CHADA Tea Boutique เป็นอีกแบรนด์ที่มีความสำคัญในวงการ คาเฟ่ขนมไทย เพราะมีที่มาจากสูตรขนมไทยในครอบครัว โดยข้อมูลเกี่ยวกับแบรนด์ระบุว่าสูตรถูกส่งต่อจากคุณยายเจ้าทิพย์เกสร ณ ลำปาง และพัฒนาต่อมาถึงทายาทรุ่นที่ 5 ก่อนนำสูตรชาววังมาผสมกับสูตรขนมของครอบครัวที่นครปฐม

แนวคิดสำคัญของร้านคือทำให้ขนมไทยสามารถเข้าถึงคนรุ่นใหม่ได้ง่ายขึ้น โดยลดระดับความหวานจากสูตรดั้งเดิมและสร้างขนมประยุกต์ เช่น อาลัวชีสหรืออาลัวทุเรียนในช่วงต่าง ๆ

ปัจจุบันรูปแบบสาขาในกรุงเทพฯ มีการปรับตัวมากขึ้น โดยข้อมูลเครือ CHADA ล่าสุดแสดงจุดขาย CHADA Grab&Go หลายสาขา รวมถึง ICONSIAM, CentralWorld ชั้น 1, CentralWorld ชั้น 7, Central Eastville และ Central Rama 2 ซึ่งโดยทั่วไปเปิดตามเวลาศูนย์การค้าประมาณ 10.00 น. เป็นต้นไป

ดังนั้น ในบทความนี้จึงนับ CHADA ในฐานะแบรนด์ คาเฟ่ขนมไทยยอดนิยม ที่พัฒนาจากร้านนั่งรับประทานขนมไทยสู่รูปแบบ Boutique และ Grab&Go ซึ่งเหมาะกับชีวิตคนเมืองมากขึ้น

ภาพบรรยากาศและความเป็นไทยของแบรนด์

สาขาเดิมที่ ICONSIAM เคยตกแต่งด้วยรูปแบบเรือนไทยและมีขนมไทยสดเรียงให้เลือกมากกว่า 20 รายการ พร้อมพื้นที่นั่งในบรรยากาศไทย

แม้รูปแบบ Grab&Go ปัจจุบันจะเน้นการซื้อกลับมากขึ้น แต่จุดเด่นของแบรนด์ยังอยู่ที่รูปลักษณ์ของขนม สีสัน และบรรจุภัณฑ์ซึ่งเหมาะกับการซื้อเป็นของฝาก

ขนมที่ควรลอง

ขนมบางเมนูอาจหมุนเวียนตามสาขาและช่วงเวลา

เรื่องรสชาติหวานน้อย

ข้อมูลเกี่ยวกับแบรนด์ระบุว่ามีการปรับลดความหวานจากสูตรดั้งเดิมประมาณ 40% เพื่อให้เข้ากับผู้บริโภครุ่นใหม่

จุดนี้ทำให้ CHADA เหมาะกับผู้ที่อยากลองขนมไทยแต่กังวลว่าขนมทองหรือขนมชาววังจะหวานมากจนเกินไป

ราคาโดยประมาณ

ปัจจุบันราคาจะแตกต่างกันตามชนิดขนม กล่อง และสาขา และหน้ารวมสาขาบน Wongnai จัดร้านอยู่ในระดับราคาประหยัดสำหรับรูปแบบ Grab&Go

หากต้องการขนมเป็นชุดของขวัญหรือขนมมงคล แนะนำสอบถามราคาล่าสุดที่เคาน์เตอร์ เนื่องจากสามารถเปลี่ยนตามเทศกาลและรูปแบบบรรจุภัณฑ์

การเดินทางด้วยรถไฟฟ้า

วิธีที่สะดวกที่สุดคือ BTS สายสีลมมาลงสถานีกรุงธนบุรี แล้วต่อรถไฟฟ้าสายสีทองลงสถานีเจริญนคร ซึ่งเชื่อมกับ ICONSIAM โดยตรง

จากนั้นลงไปชั้น G หรือค้นหา CHADA Grab&Go จากไดเรกทอรีของศูนย์การค้า เนื่องจากจุดจำหน่ายอาจย้ายตำแหน่งภายในอาคารได้

การเดินทางด้วยเรือ

สามารถใช้เรือโดยสารเจ้าพระยาหรือเรือที่จอดท่า ICONSIAM วิธีนี้เหมาะกับนักท่องเที่ยวที่มาเที่ยวพระนครหรือสาทรแล้วต้องการข้ามแม่น้ำ

การเดินทางด้วยรถยนต์

ใช้ถนนเจริญนครและเข้าลานจอดรถ ICONSIAM โดยตรง ศูนย์การค้ามีพื้นที่จอดรถขนาดใหญ่ แต่วันหยุดและเทศกาลควรเผื่อเวลาสำหรับการเข้า–ออก


คาเฟ่ขนมไทย

อันดับที่ 4 ขนมไทยแม่เดือน บรรทัดทอง

ร้านขนมไทยสายดึกกลางบรรทัดทองที่มีเมนูให้เลือกตั้งแต่เช้าถึงค่ำ

ขนมไทยแม่เดือนเป็นร้านที่สะท้อนอีกด้านหนึ่งของคำว่า คาเฟ่ขนมไทย ได้ดี เพราะไม่เน้นบรรยากาศหรูหรือการจัด Afternoon Tea แต่เน้นความหลากหลาย ความสด และเวลาบริการที่ตอบโจทย์ชีวิตคนเมือง ร้านตั้งอยู่เลขที่ 1475 จุฬาฯ 16 ถนนบรรทัดทอง แขวงวังใหม่ เขตปทุมวัน และหน้าร้านปัจจุบันระบุเปิดตั้งแต่เช้าประมาณ 07.00 น. โดยหลายวันให้บริการไปถึงประมาณ 01.00 น.

ทำเลบรรทัดทองช่วยให้ร้านกลายเป็นหนึ่งในจุดแวะของหวานหลังมื้อเย็นได้ง่าย เพราะถนนเส้นนี้มีร้านอาหารจำนวนมากและได้รับความนิยมในหมู่คนไทยและนักท่องเที่ยว

สำหรับคนที่ต้องการ คาเฟ่ขนมไทยยอดนิยม ในรูปแบบง่าย ๆ ไม่ต้องจองโต๊ะ ไม่ต้องแต่งตัวพิเศษ และสามารถเลือกขนมได้หลายชนิด ร้านแม่เดือนถือว่าเหมาะมาก

ภาพบรรยากาศ

ร้านมีบรรยากาศแบบร้านของหวานในย่าน Street Food สมัยใหม่ ขนมถูกจัดไว้ให้เลือกและมีลูกค้าหมุนเวียนตลอดทั้งวัน

ข้อดีคือสามารถมากินเป็นของหวานหลังมื้ออาหาร หรือซื้อกลับบ้านก็ได้ โดยไม่ต้องเผื่อเวลา 1–2 ชั่วโมงเหมือนคาเฟ่ขนาดใหญ่

ขนมถ้วยสูตรโบราณ

ข้อมูลหน้าร้านปัจจุบันระบุขนมถ้วยสูตรโบราณประมาณ 60 บาทต่อชุด เป็นหนึ่งในเมนูที่มีผู้สั่งและรีวิวจำนวนมาก

ขนมถ้วยที่ดีควรมีชั้นล่างหวานหอมใบเตยหรือกะทิ และหน้ากะทิด้านบนออกเค็มเล็กน้อย เมื่อรับประทานพร้อมกันจึงไม่หวานเกินไป

ขนมใส่ไส้และบัวลอยสามสี

ขนมใส่ไส้มีราคาอ้างอิงประมาณ 65 บาท ส่วนบัวลอยสามสีประมาณ 45 บาท

สองเมนูนี้เหมาะกับคนที่อยากลองทั้งขนมแห้งและขนมกะทิในมื้อเดียว

เม็ดขนุน ข้าวเหนียวสังขยา และกล้วยไข่เชื่อม

เม็ดขนุนมีราคาอ้างอิงประมาณ 60 บาท ข้าวเหนียวสังขยาประมาณ 65 บาท และกล้วยไข่เชื่อมประมาณ 75 บาท

นอกจากนี้ ยังมีทองหยิบ ซึ่งข้อมูลรีวิวอีกแหล่งหนึ่งเคยระบุประมาณ 90 บาท และขนมไทยอีกหลายชนิดหมุนเวียน

ข้าวเหนียวทุเรียน

ร้านยังมีเมนูน้ำกะทิข้าวเหนียวทุเรียนประมาณ 99 บาท และทุเรียนหมอนทองเป็นตัวเลือกในฤดูกาล

คนที่ชอบทุเรียนจึงสามารถมากินร้านนี้แล้วเลือกขนมไทยแบบอื่นแชร์กับเพื่อนได้ในมื้อเดียว

ขั้นตอนเข้าใช้บริการ

สามารถ Walk-in ได้โดยตรง เนื่องจากเป็นรูปแบบร้านของหวานมากกว่าร้านที่ต้องจองโต๊ะ

ช่วงเย็นประมาณ 18.00–21.00 น. ถนนบรรทัดทองค่อนข้างคึกคัก หากต้องการหลีกเลี่ยงคนจำนวนมากควรมาช่วงสายหรือบ่าย

การเดินทางด้วย MRT

ใช้ MRT ลงสถานีสามย่าน จากนั้นต่อแท็กซี่ รถจักรยานยนต์รับจ้าง หรือเดินเข้าสู่ถนนบรรทัดทองตามเส้นทางจุฬาฯ

หากอากาศไม่ร้อนมาก สามารถเดินจากสถานีเข้าสู่ย่านร้านอาหารได้

การเดินทางด้วย BTS

ใช้ BTS ลงสถานีสนามกีฬาแห่งชาติ แล้วเดินหรือต่อรถมายังถนนบรรทัดทอง

การเดินทางด้วยรถยนต์

ข้อมูลร้านระบุว่าสามารถจอดรถที่โครงการสวนหลวงสแควร์และมีเงื่อนไขประทับตราจอดรถฟรีตามระยะเวลาที่กำหนด

วันศุกร์–อาทิตย์ควรเผื่อเวลาหาที่จอด เพราะบรรทัดทองเป็นหนึ่งในย่านอาหารที่ได้รับความนิยมสูง


คาเฟ่ขนมไทย

อันดับที่ 5 Make Me Mango – ท่าเตียน

จากความรักมะม่วงสู่คาเฟ่ของหวานไทยที่กลายเป็นจุดพักยอดนิยมใกล้วัดโพธิ์

Make Me Mango เป็น คาเฟ่ขนมไทย ที่มีแนวคิดชัดเจนมาก เพราะเกือบทุกอย่างหมุนรอบ “มะม่วง” ซึ่งเป็นหนึ่งในผลไม้ไทยที่นักท่องเที่ยวรู้จักมากที่สุด ประวัติของแบรนด์ระบุว่าเริ่มต้นร้านแรกในชุมชนท่าเตียนเมื่อวันที่ 18 มิถุนายน 2016 จากความชื่นชอบมะม่วงของผู้ก่อตั้ง ก่อนพัฒนาเป็นร้านของหวานที่มีทั้งข้าวเหนียวมะม่วง สมูทที บิงซู ไอศกรีม และเมนูคาวบางส่วน

ปัจจุบัน Make Me Mango สาขาท่าเตียนยังเปิดให้บริการอยู่ โดยเพจของแบรนด์ในเดือนมิถุนายน 2026 ระบุเวลาสาขาท่าเตียนประมาณ 10.30–20.00 น. ขณะที่ข้อมูลท่องเที่ยวเดือนสิงหาคม 2026 แสดงเวลาประมาณ 10.30–20.30 น. จึงควรเช็กเวลาในวันที่เดินทางอีกครั้ง

ร้านอยู่เลขที่ 67 บริเวณท่าเตียน เขตพระนคร ใกล้วัดโพธิ์ พระบรมมหาราชวัง มิวเซียมสยาม และท่าเรือ จึงเป็นหนึ่งใน คาเฟ่ขนมไทยยอดนิยม ที่เหมาะกับนักท่องเที่ยวมากที่สุดในภาคนี้

ภาพบรรยากาศ

ร้านตกแต่งโดยใช้สีและองค์ประกอบที่ให้ความรู้สึกสดชื่นเข้ากับมะม่วง มีที่นั่งปรับอากาศเหมาะกับการพักหลังจากเดินเที่ยววัดโพธิ์หรือท่าเตียนในอากาศร้อน

รีวิวปี 2026 กล่าวถึงพื้นที่นั่งที่สะดวกและบรรยากาศแบบ Tropical Cafe ซึ่งช่วยให้ร้านเป็นจุดพักระหว่างเที่ยวเมืองเก่าได้ดี

ข้าวเหนียวมะม่วง

เมนูพื้นฐานที่สุดแต่พลาดไม่ได้คือข้าวเหนียวมะม่วง ใช้มะม่วงสุกคู่กับข้าวเหนียวมูนและกะทิ ซึ่งเป็นรสชาติที่สะท้อนความเป็นของหวานไทยชัดเจนที่สุด

ข้อมูลปี 2026 จัดงบของหวานมะม่วงทั่วไปไว้ประมาณ 150–250 บาทต่อเมนู

Make Me Mango Set

เมนูซิกเนเจอร์เดิมของร้านมีข้อมูลราคาอ้างอิงประมาณ 185 บาท ประกอบด้วยมะม่วงสุก ไอศกรีมมะม่วง ข้าวเหนียวมูน สังขยา และพุดดิ้งมะม่วง เสิร์ฟพร้อมกะทิ

ข้อดีคือได้ทดลององค์ประกอบของขนมหลายชนิดภายในจานเดียว เหมาะกับคนที่มาครั้งแรก

Mango Bingsu

ข้อมูลผู้เดินทางในปี 2026 กล่าวถึง Mango Bingsu ราคาประมาณ 285 บาท เสิร์ฟพร้อมมะม่วง ไอศกรีมมะม่วงและซอสมะม่วง

เมนูนี้เหมาะกับการแชร์ 2 คน โดยเฉพาะช่วงอากาศร้อน

Mango Smoothie

เครื่องดื่มมะม่วงเป็นอีกหมวดที่ได้รับความนิยม ข้อมูลเมนูเดิมของ Mango Smoothie with Yogurt อยู่ประมาณ 120 บาท โดยใช้เนื้อมะม่วงปั่นกับโยเกิร์ตและเติมความเปรี้ยวเล็กน้อย

ราคาปัจจุบันอาจปรับขึ้น จึงควรใช้ราคาในบทความเป็นข้อมูลอ้างอิงเท่านั้น

ข้าวเหนียวทุเรียน

สำหรับคนที่ไม่ได้ต้องการมะม่วงเพียงอย่างเดียว ร้านเคยมีข้าวเหนียวทุเรียนประมาณ 185 บาท เสิร์ฟพร้อมไอศกรีมทุเรียน ข้าวเหนียวมูน และทุเรียนทอด

การเดินทางด้วย MRT

ใช้ MRT สายสีน้ำเงินลงสถานีสนามไชย จากนั้นเดินผ่านมิวเซียมสยามไปยังท่าเตียน ร้านอยู่ในระยะเดินใกล้วัดโพธิ์

หากเที่ยววัดโพธิ์อยู่แล้วสามารถเดินมาร้านได้ในไม่กี่นาที

การเดินทางด้วยเรือ

สามารถใช้เรือด่วนเจ้าพระยาหรือเรือข้ามฟากมาลงท่าบริเวณท่าเตียน จากนั้นเดินเข้าย่านร้านค้าได้

เส้นทางนี้เหมาะสำหรับคนที่เริ่มเที่ยวจากวัดอรุณแล้วข้ามแม่น้ำมาฝั่งวัดโพธิ์

การเดินทางด้วยรถยนต์

ย่านท่าเตียนมีที่จอดรถจำกัด จึงควรใช้ลานจอดเอกชนหรือพื้นที่ซึ่งอนุญาตรอบเมืองเก่า

วันหยุด การใช้ MRT จะสะดวกกว่ามาก เพราะไม่ต้องเสียเวลาวนหาที่จอด


ตารางเปรียบเทียบ 5 คาเฟ่ขนมไทยในเมืองกรุง ภาค 5

คาเฟ่ขนมไทยพิกัดงบประมาณอ้างอิงจุดเด่น
Heaven On Earth Cafe’เจริญกรุง–วงเวียนโอเดียนประมาณ 100–500 บาทตามจำนวนขนมขนมโบราณและขนมมงคล
One Dee Cafeอารีย์ประมาณ 101–300 บาท/คนไอศกรีมรสขนมไทยและเมนูฟิวชัน
CHADAICONSIAMหลักสิบ–หลักร้อยตามชุดขนมชาววัง หวานน้อย ของฝาก
ขนมไทยแม่เดือนบรรทัดทองส่วนใหญ่หลักสิบ–หลักร้อยขนมไทยหลากหลาย เปิดถึงดึก
Make Me Mangoท่าเตียนประมาณ 150–300 บาท/คนข้าวเหนียวมะม่วง บิงซูและเครื่องดื่มมะม่วง

ช่วงราคาเป็นข้อมูลอ้างอิงจากเมนูและข้อมูลร้านล่าสุดที่ค้นพบ และสามารถเปลี่ยนได้ตามสาขา ฤดูกาล วัตถุดิบ และโปรโมชั่น

หากต้องการขนมไทยโบราณและงานประณีต Heaven On Earth และ CHADA เหมาะที่สุด ส่วนคนที่อยากเห็นการตีความขนมไทยใหม่ควรเลือก One Dee Cafe

หากเน้นกินหลายชนิดในราคาจับต้องง่าย ขนมไทยแม่เดือนตอบโจทย์กว่า เพราะมีขนมหลักสิบให้เลือกหลายเมนู

สำหรับคนที่ต้องการทั้งขนมและบรรยากาศเที่ยวเมืองเก่า Make Me Mango เหมาะมาก เนื่องจากสามารถเดินต่อไปวัดโพธิ์ มิวเซียมสยาม ท่าเตียน และริมแม่น้ำเจ้าพระยาได้ง่าย


เลือกคาเฟ่ขนมไทยร้านไหนให้เหมาะกับสไตล์ของเรา

คนที่ชอบ “ขนมไทยแท้” และสนใจขนมที่ไม่ค่อยพบในร้านสะดวกซื้อควรเริ่มจาก Heaven On Earth ร้านมีขนมชั้น ลืมกลืน วุ้น และขนมมงคล ซึ่งช่วยให้ได้เห็นความหลากหลายของงานขนมไทยมากกว่าทองหยิบทองหยอดเพียงอย่างเดียว

คนที่ชอบคาเฟ่และไอศกรีมควรไป One Dee เพราะร้านนำวัตถุดิบและรสชาติไทยมาทำให้สนุก ไอศกรีมกะทิหน้ากุ้งหรือไอศกรีมข้าวเหนียวมะม่วงสามารถสร้างประสบการณ์ที่แตกต่างจากร้านไอศกรีมทั่วไปอย่างชัดเจน

สำหรับคนที่ต้องการซื้อของฝาก CHADA เหมาะที่สุด เพราะรูปแบบ Grab&Go ทำให้เลือกซื้อขนมเป็นชุดได้ง่าย และมีหลายสาขาภายในศูนย์การค้าใหญ่

ถ้าต้องการกิน คาเฟ่ขนมไทย หลังอาหารเย็น ขนมไทยแม่เดือนถือว่าได้เปรียบมาก เนื่องจากเปิดดึกและอยู่ในถนนบรรทัดทองซึ่งเป็นย่านร้านอาหารโดยตรง

ส่วน Make Me Mango เหมาะที่สุดสำหรับวันเที่ยวเมืองเก่าและผู้ที่รักผลไม้ไทย เพราะมะม่วงถูกนำมาใช้ตั้งแต่ข้าวเหนียวมูน ไอศกรีม ไปจนถึงสมูททีและบิงซู


เทคนิคสั่งขนมไทยหลายชนิดโดยไม่หวานจนเกินไป

แม้ คาเฟ่ขนมไทยยอดนิยม หลายร้านจะปรับรสชาติให้หวานน้อยลงแล้ว แต่การสั่งขนมจำนวนมากพร้อมกันก็ยังทำให้ลิ้นล้าได้ง่าย โดยเฉพาะขนมทองและขนมที่มีน้ำเชื่อม

วิธีแรกคือแบ่งขนมเป็นกลุ่ม เช่น เลือกขนมกะทิหนึ่งชนิด ขนมทองหนึ่งชนิด ขนมแป้งหนึ่งชนิด และขนมผลไม้หนึ่งชนิด แทนการสั่งทองหยิบ ทองหยอด ฝอยทอง และเม็ดขนุนพร้อมกัน

ตัวอย่างเช่น ที่ขนมไทยแม่เดือนสามารถเลือกขนมถ้วย 1 ชุด บัวลอย 1 ถ้วย และเม็ดขนุน 1 กล่องมาแชร์ 3 คน จะได้สัมผัสทั้งกะทิ แป้ง และไข่โดยไม่หวานซ้ำรูปแบบกันมากเกินไป

เมื่อไป One Dee Cafe สามารถแบ่งไอศกรีม 2 เมนูระหว่าง 3–4 คน แล้วเลือกเครื่องดื่มไม่หวานมาช่วยตัดรส

Make Me Mango ก็ควรแชร์ Mango Bingsu หรือชุดรวมมากกว่าสั่งคนละหนึ่งชุด โดยเฉพาะหากเพิ่งรับประทานอาหารคาวมา

นอกจากนี้ ควรดื่มน้ำเปล่า ชาไม่หวาน หรืออเมริกาโนระหว่างเมนู วิธีนี้จะช่วยรีเซ็ตรสชาติและทำให้สามารถแยกกลิ่นใบเตย กะทิ มะพร้าว น้ำตาลโตนด และผลไม้ได้ชัดเจนขึ้น


แนะนำเส้นทางเที่ยวคาเฟ่ขนมไทยหนึ่งวัน ภาค 5

หากต้องการเที่ยวมากกว่าหนึ่ง คาเฟ่ขนมไทย ในวันเดียว ควรจัดตามโซนแทนการพยายามเก็บทั้ง 5 ร้าน

เส้นทางเมืองเก่า–เยาวราช สามารถเริ่มช่วงสายด้วย Make Me Mango ท่าเตียน จากนั้นเที่ยววัดโพธิ์ มิวเซียมสยาม และนั่ง MRT ไปวัดมังกร ก่อนเดินเข้าสู่ Heaven On Earth บริเวณวงเวียนโอเดียนในช่วงบ่ายหรือเย็น เส้นทางนี้เหมาะกับนักท่องเที่ยวมากที่สุด

เส้นทางอารีย์ เหมาะกับ One Dee Cafe เพียงร้านเดียวแล้ว Cafe Hopping ต่อในย่านอารีย์ เพราะบริเวณนี้มีร้านกาแฟและร้านอาหารจำนวนมาก สามารถใช้ BTS ทั้งวันโดยไม่ต้องขับรถ

เส้นทาง ICONSIAM–เจริญนคร สามารถแวะซื้อขนม CHADA ระหว่างเที่ยว ICONSIAM แล้วเดินริมแม่น้ำหรือเดินทางต่อไปเอเชียทีค

เส้นทางบรรทัดทอง เหมาะกับช่วงเย็น เริ่มจากรับประทานอาหารคาวแล้วจบที่ขนมไทยแม่เดือน เนื่องจากร้านเปิดถึงดึกและมีเมนูขนมหลายชนิด


บทสรุป 5 คาเฟ่ขนมไทยในเมืองกรุง ภาค 5

การตามหา คาเฟ่ขนมไทย ในกรุงเทพฯ ภาค 5 ทำให้เห็นชัดเจนว่าขนมไทยสามารถปรับตัวเข้ากับเมืองใหญ่ได้หลากหลายกว่าที่หลายคนคิด จากขนมโบราณชิ้นเล็กที่ต้องใช้ฝีมือปั้นทีละชิ้น ไปจนถึงไอศกรีม บิงซู ข้าวเหนียวมะม่วงและเครื่องดื่มผลไม้ ทุกอย่างสามารถอยู่ใต้คำว่า “ขนมไทยร่วมสมัย” ได้โดยยังรักษากลิ่นอายของวัตถุดิบและรสชาติเดิมเอาไว้

Heaven On Earth Cafe’ เป็นร้านที่เหมาะกับคนซึ่งต้องการค้นหาขนมไทยโบราณอย่างจริงจัง ร้านมีทั้งขนมชั้น ลืมกลืน วุ้น และขนมมงคลหลายประเภท จุดแข็งคือทำเลใกล้เยาวราช ทำให้สามารถเพิ่มลงในทริปกินเที่ยวได้ง่าย

One Dee Cafe แสดงอีกด้านหนึ่งของ คาเฟ่ขนมไทยยอดนิยม ได้ชัดเจนที่สุด เพราะเปลี่ยนความคุ้นเคยอย่างข้าวเหนียวมะม่วง สละลอยแก้ว กะทิ และน้ำตาลโตนดให้กลายเป็นไอศกรีม การเดินทางก็สะดวกจาก BTS อารีย์ ทำให้เหมาะกับคนรุ่นใหม่และนักท่องเที่ยว

CHADA Tea Boutique และ CHADA Grab&Go เหมาะกับผู้ที่ชอบงานขนมไทยชาววังและต้องการซื้อกลับเป็นของฝาก รากของแบรนด์มาจากสูตรในครอบครัวและมีการปรับความหวานให้เข้ากับรสนิยมสมัยใหม่ ปัจจุบันมีจุดจำหน่ายหลายแห่งในกรุงเทพฯ รวมถึง ICONSIAM และ CentralWorld

ขนมไทยแม่เดือน บรรทัดทอง มีจุดแข็งด้านความหลากหลายและเวลาบริการ ขนมราคาไม่สูงมากและมีทั้งขนมถ้วย ขนมใส่ไส้ บัวลอย เม็ดขนุน ข้าวเหนียวสังขยา กล้วยไข่เชื่อม และของหวานตามฤดูกาล จึงเหมาะกับการปิดท้ายมื้อเย็นบนถนนบรรทัดทอง

Make Me Mango ท่าเตียน เป็นร้านซึ่งสร้างเรื่องราวทั้งหมดรอบผลไม้ไทยอย่างมะม่วง จุดเด่นคือทำเลใกล้วัดโพธิ์และ MRT สนามไชย รวมถึงเมนูอย่างข้าวเหนียวมะม่วง Mango Bingsu และ Mango Smoothie ซึ่งเข้าถึงนักท่องเที่ยวต่างชาติได้ง่าย

เมื่อรวมภาค 1–5 ชุดบทความนี้จึงเดินทางผ่าน คาเฟ่ขนมไทยในเมืองกรุง แล้วถึง 25 พิกัด ตั้งแต่พระนคร เสาชิงช้า ท่าเตียน บางลำพู อารีย์ พญาไท สยาม จตุจักร ลาดพร้าว พัฒนาการ สายไหม Town in Town ถนนจันทน์ บรรทัดทอง เยาวราช เจริญนคร และฝั่งธนบุรี

สิ่งที่ทั้ง 25 ร้านพิสูจน์ร่วมกันคือขนมไทยไม่ได้เป็นเพียง “ของเก่า” ที่ต้องอนุรักษ์ไว้ในพิพิธภัณฑ์ แต่สามารถอยู่ในชีวิตประจำวันได้ คนหนึ่งอาจรู้จักขนมไทยผ่านดาราทอง อีกคนเริ่มจากไอศกรีมข้าวเหนียวมะม่วง และอีกคนอาจเริ่มจาก Mango Bingsu หลังเที่ยววัดโพธิ์ แต่ไม่ว่าจะเริ่มต้นจากรูปแบบใด ทุกประสบการณ์ช่วยเปิดประตูให้คนรู้จักวัตถุดิบ เทคนิค และรสชาติของไทยเพิ่มขึ้น

ดังนั้น คาเฟ่ขนมไทยยอดนิยม ที่ดีที่สุดจึงไม่จำเป็นต้องเป็นร้านซึ่งมีขนมมากที่สุดหรือราคาแพงที่สุด แต่คือร้านที่สามารถทำให้ผู้รับประทานรู้สึกอยากกลับไปค้นหาขนมไทยชนิดอื่นต่อไป เพราะเมื่อคนหนึ่งเริ่มสงสัยว่า “ขนมชิ้นนี้ชื่ออะไร” หรือ “ทำไมขนมนี้ถึงมีกลิ่นหอมแบบนี้” ความรู้เกี่ยวกับขนมไทยก็เริ่มถูกส่งต่ออีกครั้งอย่างเป็นธรรมชาติ


Q&A คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับคาเฟ่ขนมไทยในเมืองกรุง ภาค 5

คาเฟ่ขนมไทยภาค 5 ร้านไหนเหมาะกับคนที่อยากลองขนมไทยโบราณมากที่สุด

หากต้องการเน้นขนมโบราณโดยตรง Heaven On Earth Cafe’ เหมาะที่สุดร้านหนึ่ง เพราะมีเมนูอย่างขนมชั้น ลืมกลืน วุ้นและขนมไทยมงคลหลายชนิด โดยแนวคิดของร้านให้ความสำคัญกับการอนุรักษ์ขนมไทย

CHADA ก็เหมาะกับคนที่สนใจขนมชาววังและขนมมงคล แต่รูปแบบสาขาปัจจุบันหลายแห่งเป็น Grab&Go มากขึ้น

ร้านไหนเหมาะกับคนที่ไม่ชอบขนมไทยหวานจัด

One Dee Cafe เป็นทางเลือกที่ดี เพราะสามารถเลือกรสไอศกรีมที่มีความเปรี้ยว สดชื่น หรือเค็มหวานได้ ไม่จำเป็นต้องเป็นขนมน้ำเชื่อมทั้งหมด

CHADA ก็มีจุดเด่นจากการปรับความหวานของสูตรลงเพื่อให้เข้ากับผู้บริโภคยุคใหม่

สำหรับ Make Me Mango ความหวานส่วนหนึ่งมาจากมะม่วงสุกตามธรรมชาติ จึงเหมาะกับคนที่ชอบผลไม้มากกว่าขนมไข่เชื่อม

คาเฟ่ขนมไทยภาค 5 ร้านไหนเดินทางด้วยรถไฟฟ้าสะดวกที่สุด

One Dee Cafe เดินทางสะดวกด้วย BTS อารีย์ ส่วน Make Me Mango ใช้ MRT สนามไชยและเดินต่อไปท่าเตียน

CHADA ที่ ICONSIAM เดินทางด้วย BTS สายสีลมต่อรถไฟฟ้าสายสีทองลงสถานีเจริญนคร

ขนมไทยแม่เดือนสามารถใช้ BTS สนามกีฬาแห่งชาติหรือ MRT สามย่านแล้วต่อรถระยะสั้นได้

หากมีงบประมาณไม่เกิน 200 บาทควรเลือกร้านใด

ขนมไทยแม่เดือนเป็นตัวเลือกที่ควบคุมงบง่ายที่สุด เพราะเมนูส่วนใหญ่อยู่หลักสิบ เช่น บัวลอยสามสีประมาณ 45 บาท เม็ดขนุนประมาณ 60 บาท ขนมใส่ไส้ 65 บาท และกล้วยไข่เชื่อมประมาณ 75 บาท

One Dee Cafe สามารถควบคุมงบราว 200 บาทได้หากเลือกของหวานหนึ่งเมนูโดยไม่เพิ่มเครื่องดื่ม ส่วน Make Me Mango หลายเมนูอยู่ในช่วงประมาณ 150–250 บาท จึงอาจเกิน 200 บาทเล็กน้อยเมื่อรวมเครื่องดื่ม

ร้านไหนเหมาะกับการพานักท่องเที่ยวต่างชาติไปมากที่สุด

Make Me Mango เหมาะมากเพราะอยู่ในท่าเตียนใกล้วัดโพธิ์และพระบรมมหาราชวัง เมนูมะม่วงเข้าใจง่ายและข้าวเหนียวมะม่วงเป็นของหวานไทยที่ชาวต่างชาติรู้จักอยู่แล้ว

One Dee Cafe ก็เป็นตัวเลือกดี เพราะใช้ไอศกรีมเป็นสื่อกลางในการแนะนำรสชาติไทย ขณะที่ Heaven On Earth เหมาะกับคนที่ต้องการทำความรู้จักขนมโบราณในระดับลึกขึ้น

ดังนั้น หากจัดทริปครั้งแรกให้ชาวต่างชาติ อาจเริ่มจาก Make Me Mango ก่อน แล้วค่อยพาไป คาเฟ่ขนมไทย แบบโบราณในโอกาสถัดไป

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *